วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ปฏิบัติการหนังยางล้างใจ



หนังยางเส้นนี้อยู่บนข้อมือข้างซ้ายผมตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากตัดสินใจแล้วว่าจะลองใช้วิธีนี้ดูสักตั้ง ผมก็ลุกพรวดจากโต๊ะทำงานเพื่อไปควานหาหนังยางทั้งบ้าน
แต่ไม่ง่าย เพราะมันต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะสวมข้อมือและหนาพอที่จะดึงแล้วไม่ขาด มันจึงไม่ใช่หนังยางแบบที่รัดถุงก๋วยเตี๋ยว (หรือเอาไปร้อยเป็นเส้นใช้เล่นโดดยาง ซึ่งเด็กสมัยนี้จะรู้จักมั้ย?)
ค้นหาทั่วบ้านจนเหงื่อแตกซิก แต่ก็ยังไม่เจอ คิดอยู่่ว่าหรือจะใช้ wristband แต่ก็ดูจะเท่ไป 
ความหวังสุดท้ายอยู่ที่หลังบ้าน ผมจำได้ว่ามีถุงยางอยู่ตรงนั้น (ถุงใส่ยางนะครับ ไม่ใช่ถุงยางแบบที่คุณคิด
สุดท้ายพอผลักประตูออกไป แล้วผมก็เจอจนได้! ไม่ใช่หนึ่งแต่ได้มาถึงสองเส้น
ผมลองสวมดู คับไปนิด ลองดึงให้มันยืดๆ ย้วยๆ หน่อยก็พอไหว ลองดึงแล้วปล่อยให้มันดีดแขน
เปี๊ยะ! เสียงดังและเจ็บๆ คันๆ ใช้ได้เลย
จากนี้หนังยางเส้นนี้จะอยู่กับผมไปอีก 30 วันเป็นอย่างน้อย

แปดโมงเช้าวันเสาร์ ผมตื่นเพราะลูกสาวคนเล็กวัยสองขวบมาปลุก เธอเป็นคนแรกที่ชี้ไปที่ข้อมือผมแล้วถามด้วยน้ำเสียงแบบพูดไม่ชัดว่า "อะไยอ่ะ?” ผมตอบเธอไป เธอร้องจะเอามาเล่น
สิบเอ็ดโมง ผมกำลังจะออกไปตัดผมที่หน้าหมู่บ้าน ลูกสาวคนโตวัยหกขวบเริ่มเห็นและทำท่าสนุกว่ามันคืออะไร แฟนผมก็เลยเห็น เธอถามผมว่าใส่ไปทำไม
กำลังฝึกอะไรบางอย่าง" ผมตอบ
ฝึกอะไร?” แฟนผมยังไม่เคลียร์
ฝึกจิต" ผมทิ้งคำตอบไว้สั้นๆ ก่อนจะขับรถออกไป

เหมือนมีอาจารย์ฝ่ายปกครองมาคุม ผมรู้สึกอย่างนั้น พอจะคิดอะไรลบๆ เมื่อไหร่ ป้าบ! โดนฟาดที่ก้นทันที อารมณ์แบบนั้นเลย
เพิ่งได้สังเกตจิตตัวเองจริงๆ ก็คราวนี้ 
ผมว่าทุกคนรู้นะครับว่าคนที่เราคุยด้วยมากที่สุดในแต่ละวันก็คือตัวเราเอง แต่จะมีสักกี่คนที่สังเกตว่าแล้วเราคุยอะไรกับตัวเราเองบ้าง
เชื่อมั้ยครับว่าคนส่วนใหญ่ล้วนคุยเรื่องแย่ๆ กับตัวเอง พร่ำบ่นก่นด่าอยู่ในใจ แต่เราไม่เคยรู้ตัวเลย

ตอนบ่าย ผมกับครอบครัวแวะกินข้าวที่ห้างก่อนจะขับรถพาลูกไปเที่ยวฟาร์มจระเข้สามพราน 
แฟนผมถามอีกครั้งตอนเลี้ยวเข้าห้างว่าตกลงใส่ไอ้หนังยางเส้นนี้ไว้ทำไม
จริงๆ ผมกะจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นภารกิจลับ แต่ดูท่าทางคงจะต้องบอกไป ผมตอบไปสั้นๆ ว่าฝึกจิตให้คิดแต่เรื่องดีๆ ถ้าคิดเรื่องลบๆ เมื่อไหร่ ผมจะดีดหนังยางใส่ข้อมือตัวเองให้เจ็บ ให้จิตมันผูกความเจ็บกับเรื่องลบๆ มันจะได้ไม่คิดลบแบบนั้นอีก จากนั้นก็แทนที่ภาพความคิดลบๆ นั้นด้วยภาพความคิดบวก
แฟนผมหัวเราะ บอกว่าไม่เห็นต้องทำแบบนั้นเลย หยิกตัวเองก็ได้ ผมบอกไม่ได้หรอก มันต้องมีอะไรที่จับต้องได้
ก่อนจะหาที่จอดรถได้ แฟนผมถามอีกทีว่า "นี่เป็นคนคิดลบขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงต้องทำแบบนี้?”
ผมได้แต่คิดในใจว่าไม่รู้ซะแล้วว่าคนส่วนใหญ่ล้วนคุยเรื่องแย่ๆ กับตัวเองทั้งนั้น เธอเองก็คิดลบ
ว่าแล้วผมก็ดึงหนังยางสุดแรง เปี๊ยะ! นี่แน่ะ! คิดลบทำไม!

ตกกลางคืน ผมมานั่งสรุปตัวเองดู พบว่าผมโมโห หงุดหงิด คิดลบ จิตตก กับเรื่องง่ายๆ ซ้ำๆ แต่พอมีหนังยางมากำกับควบคุมอารมณ์ ผมว่าวันนี้ผมดีขึ้นเยอะ หลายครั้งพอคิดได้ว่ากำลังจะหงุดหงิด จิตมันก็คลายลงทันที เพราะเดี๋ยวโดนดีดหนังยาง หรือถ้าเผลอคิดลบออกมาแล้ว มันก็จะไม่กล้าบานปลายคิดไปต่อ
โอว! มันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมนะครับผมว่า
ที่รู้สึกอีกอย่างก็คือ ดูเหมือนจักรวาลกำลังรวมหัวกันเอาใจช่วยผมในทันทีที่ผมตัดสินใจจะใช้วิธีหนังยาง เพราะดูเหมือนอะไรที่มันควรจะเป็นเรื่อง แต่วันนี้มันกลับผ่านฉลุย อาทิ ขาไปเที่ยวสามพราน รถติดมาก ทั้งๆ ที่ควรจะพร่ำบ่นก่นด่า แต่เรากลับสนุกกับการมองสองข้างทางแถวๆ ตรงบางแค เพราะไม่เคยมา พอไปถึงฟาร์มปรากฏว่าฟาร์มใกล้จะปิดแล้ว เรียกว่าใช้เวลาอยูที่ฟาร์มน้อยกว่าเวลาที่ขับรถมาอีก แต่ก็ไม่ยักกะมีใครหงุดหงิดสักคน ขากลับเหมือนผมจะขับหลงทาง แต่สุดท้ายมันก็พาผมไปพบร้านอาหารไทยอร่อยระดับขั้นเทพที่วิลล่าอารีย์
เฮ้ย! นี่มันเป็นไปได้ไงเนี่ย!
นี่ผมชักจะตื่นเต้นกับ 29 วันที่เหลือแล้วนะครับเนี่ย



6 ความคิดเห็น:

  1. สงสัยต้องลองใช้ดูบ้าง เตือนสติตัวเอง (อาจมีผลข้างเคียงทำให้ซาดิสท์และเป็นมาโซคิส ฮ่าๆ)

    ตอบลบ
  2. โอ้ ล้ำลึกมากครับกับวิธีการฝึกจิตของคุณบอย ผมก็สงสัยอยู่ว่าเป็นปรัชญาอะไรซักอย่าง แต่ผมรู้สึกว่าจริงๆคุณบอยเป็นคนคิดบวกอยู่ค่อนข้างมากเลยนะครับ ครีเอทีฟส่วนใหญ่น่าจะบวกเยอะจนเกือบจะไปคูณเลยนะ อิอิ

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ8 มกราคม 2556 10:49

    สงสัยอยู่เหมือนกันว่ามันคืออะไร. อ๋อ อย่างนี้นี้เอง. เอาได้ได้เป่าคับ พี่บอย ต้องเสียค่าลิขสิทธิเป่าคับ.

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. เอาไปใช้ได้ครับ แต่พี่กำลังจะเขียนหนังสือเล่มนี้ รอติดตามนะครับ

      ลบ
  4. ใครจะไปรู้ว่าจากวันนั้นที่เริ่มทดลอง จะกลายมาเป็นหนังสือbest seller ผลิต passive income ให้พี่บอยอีกเล่ม

    ตอบลบ
  5. ไม่ระบุชื่อ16 สิงหาคม 2557 01:07

    ดีมาก ใส่มา 6 วันล่ะ

    ตอบลบ