วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นั่งคุยกับ กบ BIG ASS


กบ ขจรเดช คือคนเบื้องหลังตัวจริง ไม่ว่าจะในแง่ที่ว่าเขาคือคนที่แต่งเนื้อเพลงดังๆ แทบจะทุกเพลงของวงดนตรีที่ดังที่สุดในประเทศอย่าง บอดี้สแลม และ บิ๊กแอส หรือในแง่ที่ว่าเขาคือคนที่อยู่ข้างหลังกลองชุด อยู่ด้านหลังสุดของวงบิ๊กแอสในฐานะมือกลอง วันนี้ผมบุกไปพบเขาถึงที่บ้านย่านเกษตร-นวมินทร์

ช่วยอัพเดทงานของคุณหน่อยว่ามีอะไรบ้าง
ตอนนี้บิ๊กแอสก็มีงานใหม่ออกมา 2 ซิงเกิ้ลแล้ว เปลี่ยนนักร้องใหม่จาก แด๊ก เป็น เจ๋ง ชุดนี้มันเป็นอีพี 5 เพลง เพราะว่ากับนักร้องคนใหม่ เรายังต้องเรียนรู้กันมากกว่านี้ เขาถึงจะได้มีเรื่องเป็นเพลงได้ ตอนนี้มันก็เป็นการทดลองระหว่างเขาด้วยกับเราด้วย เป็นการแนะนำตัวกับแฟนเพลงด้วย

ไปเจอกับนักร้องใหม่ได้อย่างไร
ตอนแรกก่อนจะเป็นเจ๋งก็หากันอยู่สองสามคนนะครับ แต่ก็ยังไม่โดน จนท้อแล้ว แต่มีอยู่วันหนึ่ง บิ๊กแอสไปเล่นคอนเสิร์ตที่โคราช เราก็ลงไปข้างล่างโรงแรมที่เราพักอยู่ มันเป็นผับชื่อบานาน่า เราไม่ได้ลงไปเที่ยวผับทั้งวงแบบนี้มาตั้งนานแล้ว แล้วเจ๋งก็ขึ้นไปร้องเพลง ผมก็รู้สึกว่าคนนี้มันใช่ ก็เลยนัดคุยกันหน้าร้าน แล้วเจ๋งก็เลยกลายมาเป็นนักร้องนำของบิ๊กแอสในทุกวันนี้

เล่นดนตรีมานานขนาดนี้ คุณเคยมีอาการล้าบ้างไหม
มีเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้วครับ ผมเริ่มรู้สึกว่าเรารับจ้างเล่นดนตรี มีรถตู้มาจอดหน้าบ้านแล้วก็รู้สึกว่าต้องไปอีกแล้วหรือนี่ แล้วเพื่อนๆ ในวงก็คุยกันน้อยลง เพราะว่าอยู่กันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ขึ้นรถตู้ก็เบื่อกันแล้ว นิดนึงก็จะทะเลาะกัน โชคดีที่มันเป็นเพื่อนกัน มันก็เลยพอผ่านกันมาได้สมควร

สิบกว่าปีที่ผ่านมาที่คุณได้อยู่ในวงการบันเทิงเป็นวงที่มีชื่อเสียง คุณได้และเสียอะไรไปบ้าง
ผมว่าผมไม่เสียอะไรเลย มีแต่ได้ ผมเคยไม่มีเงินสักบาท ตอนนั้นลาออกจากงานประจำมาแล้วด้วย ผมกับแฟนทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินอยู่ยี่สิบบาท ต้องต้มมาม่ากิน มาถึงวันนี้ผมเลยไม่รู้จะตอบแทนวงการนี้ยังไง เพราะที่ผมได้มาไม่ใช่แค่เงินทอง แต่มันได้ชีวิตมา ไม่ได้เป็นชีวิตของผมคนเดียว ผมได้ให้ชีวิตกับพ่อแม่ญาติพี่น้องด้วย แต่ก่อนพ่อผมติดเหล้าหนัก คนจะพูดว่านั่นไงตาขี้เมา แต่พอผมมาเป็นบิ๊กแอส คนก็จะมองว่านี่ไง พ่อศิลปิน คนก็จะให้เกียรติมากขึ้น

อยากให้คุณเล่าถึงช่วงชีวิตตอนแรกที่คุณยังไม่ประสบความสำเร็จ
พ่อผมทำงานไปรษณีย์ที่อุดรธานี ผมก็ทำงานไปรษณีย์ เพราะพ่ออยากให้ผมทำ แต่ตอนนั้นก็เป็นช่วงข้อต่อที่ผมต้องทำบิ๊กแอสอัลบั้มแรก ผมตัดสินใจออกจากงาน พอออกปุ๊บอัลบั้มแรกเจ๊งเลยครับ (หัวเราะ) สุดท้ายพอพ่อเขารู้ว่าผมลาออก เขาก็บอกกับผมว่า ไม่ต้องกลับมาบ้านอีกแล้วนะ พ่อไม่คุยกับผมเลย จนกระทั่งผมได้มาเขียนเนื้อเพลงให้ลาบานูนชุดแรก ปรากฏว่ามันขายเป็นล้านตลับ ผมได้เงินมา 140,000 บาท ผมก็เลยตัดสินใจว่าจะกลับบ้าน ผมนั่งรถสองแถวจากถนนใหญ่เข้าไปในอำเภอประมาณสิบกว่ากิโล แวะตลาด ซื้อพวงมาลัย พอถึงบ้าน ผมก็ไหว้แม่ก่อน แล้วผมก็ร้องไห้ บอกแม่ว่าผมเอาเงินมาให้ ตอนนั้นพ่ออยู่ในครัว แม่ก็เดินเข้าไปหาพ่อ คุยอะไรกันไม่รู้ แล้วพ่อก็เดินมาหาผม อ้าว! ว่าไงล่ะลูก สบายดีไหม (หัวเราะ) นึกว่าจะโดนแล้ว

ทุกวันนี้ความเป็นเด็กภูธร ความเป็นเด็กบ้านนอก ยังมีอยู่ในตัวคุณบ้างหรือเปล่า
ผมมีความเป็นบ้านนอกสูงมาก จำได้ว่าวันที่เขียนเพลง "ทางกลับบ้าน" ให้บอดี้สแลม ผมคิดว่าจะพาบอดี้สแลมไปเป็นอีกแบบหนึ่ง ไปเป็นฮีโร่ของเด็กต่างจังหวัด ผมเชื่อว่าคำว่า "วันที่ชีวิตหลงทางมาไกล" มันไม่ใช่บ้านนอก คนเมืองก็เข้าใจได้ ผมภูมิใจในความเป็นบ้านนอกของผมก็ตรงนี้ล่ะครับ

ทุกวันนี้เวลาที่ไม่เกี่ยวกับดนตรี คุณทำอะไรบ้าง
ไม่มีเลยครับ มันเหมือนเราโดนล้อมไว้ด้วยดนตรี พยายามจะเป็นอย่างอื่นนะครับ เคยพยายามไปแบบอยู่ในแวดวงอื่นบ้าง แต่สุดท้ายมันก็จะโดนดึงกลับมา เต็มที่ก็มีเรื่องฟุตบอลครับ กีฬา หนัง อะไรทำนองนี้

คุณไปฝึกตีกลองมาจากไหน
ไม่ได้ฝึกเลยครับ ไม่เคยเรียนกับใครเลย ตีโน้ตไม่เป็นครับ ใช้หู ใช้จำ ก็จะมีโน้ตที่เราสร้าง เข้าใจเอง เวลาใครเรียกผมอัด ผมก็จะมีวาดๆ อะไรแบบของผมเอง ใช้จำเอา

ชีวิตหลังแต่งงานของคุณเป็นอย่างไรบ้าง
ผมเคยกลัวนะครับ เคยกลัวว่าสิ่งที่เราเคยมี อิสระ ความเป็นส่วนตัวต่างๆ จะหายไป เพราะผมเป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง อยากไปไหนคนเดียวก็ไป แต่ก็น่าดีใจตรงที่พอแต่งแล้ว ความกลัวนั้นมันหายไปหมดเลย ปรากฏว่าแฟนปล่อยกว่าเดิมอีก จะกลับตีสี่ตีห้าก็ไม่เป็นไร

เห็นตัวเองว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณกำลังทำอะไรอยู่
คำถามนี้ถ้าตอบเมื่อสองปีที่แล้ว ตอนที่วงยังง่อนแง่นอยู่ ผมคงตอบว่ามองไม่เห็นจริงๆ แต่ถ้าตอบ ณ ตอนนี้ ผมก็หวังว่าบิ๊กแอสในเวอร์ชั่น 2012 มันจะอยู่ไปอีกเป็นสิบปี

อยากให้นิยามตัวเองว่า กบ บิ๊กแอส คือใคร
ผมเป็นมือกลองที่ชอบเขียนเนื้อเพลง แล้วก็เป็นนักเขียนเนื้อเพลงที่ชอบตีกลองครับ


วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556


        เป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับผมที่ชอบเป็นนักสังเกตสังคมว่า จู่ๆ ก็เหมือนคนในสังคม โดยเฉพาะที่เรียกขานกันว่า “คนรุ่นใหม่” นั้นกำลังนิยมวัฒนธรรม “ชิลล์ ชิลล์” มากขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าไม่มีทีท่าจะหยุดง่ายๆ ที่สำคัญยังดู “เท่” ด้วย
        
        ถ้าจะให้ผมแปลคำว่า “ชิลล์ ชิลล์” ให้ตรงความหมายนั้นก็คงเป็นอะไรที่อธิบายได้ประมาณว่า อาการที่เราสบายๆ ไม่คิดมาก เอาน่า อย่าซีเรียส เรื่อยๆ เปื่อยๆ ทอดหุ่ย ทอดน่อง เฉยๆ สบายมาก อะไรทำนองนี้ ซึ่งผมว่าตรงกับนิสัยของคนไทยแบบสุดๆ เพราะเราคือชนชาติแห่งความไม่คิดมาก เหมือนที่มีคนล้ออยู่บ่อยๆ ว่า คำขวัญประจำชาติไทยก็คือ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้”

        แต่เอาเข้าจริงแล้ว ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าวัฒนธรรมชิลล์ชิลล์แบบนี้จะเป็นก็แต่พี่ไทยหรือเปล่า เพราะดูเหมือนว่าวัยรุ่นยุคใหม่จะเป็นกันทั้งโลก เห็นได้ชัดจากวัฒนธรรมดนตรีที่แพร่หลายไปทั่วโลกอย่าง ชิลล์เอาท์ (Chill Out)

คำว่า “ชิลล์” มันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วที่ดนตรีในแนวชิลล์เอาท์ได้รับความนิยมมาก (ดนตรีชิลล์เอาท์ก็คือดนตรีดนตรีบรรเลงหรือร้องน้อยๆ อารมณ์เพลงอยู่ในบรรยากาศล่องลอย เล่นโน้ตซ้ำไปซ้ำมา ให้อารมณ์ผ่อนคลายหรือดิ่งลึกในภวังค์) ถึงขนาดว่าแผงซีดีเถื่อนริมทางเท้าที่ถนนข้าวสารและสีลมมีซี่รี่ส์เพลงชิลล์เอาท์ออกมานับสิบๆ ชุด

ข้ามเวลามาอีกหลายปี พ่อหนุ่มนักโต้คลื่นนักดนตรีอย่าง Jack Johnson ก็มาทำให้วัฒนธรรมสบายๆ แบบไม่คิดมากโด่งดังระดับโลก วัยรุ่นทั้งโลกอยากจะมีวิถีชีวิตแบบเขาที่อยู่ริมทะเล เล่นกระดานโต้คลื่นทั้งวัน ว่างๆ ก็เล่นดนตรี ทำหนัง เขามีเพลงที่ชื่อ Banana Pancakes เนื้อหาพูดถึงชีวิตของหนุ่มที่บอกกับสาวเจ้าว่าเช้าๆ แบบนี้ฝนข้างนอกก็ตก เราอย่าออกไปไหนเลย ไม่ต้องรีบต้องร้อน นอนสบายๆ แบบนี้ดีกว่า โทรศัพท์ดังก็ไม่ต้องรับ

มาถึงปัจจุบัน เรามีอีกหนึ่งหนุ่มที่มาสนับสนุนความชิลล์ เขาคือ Bruno Mars ที่คราวนี้ถึงกับมีเพลงที่ชื่อว่า The Lazy Song เนื้อหานั้นพูดถึงชายหนุ่มที่บอกว่าวันนี้ไม่อยากทำอะไรเลย อยากจะนอนๆๆๆ ทั้งวัน ใครโทรมาก็ให้ฝากข้อความไว้

นั่นคือเรื่องของเพลง แต่เรื่องจริง ผมเองก็เคยได้ยินมามากกว่าหนึ่งครั้งว่า มีหลายๆ บ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวประเภทที่ว่าไม่ทำอะไรเลย งานการไม่ทำ ไม่ออกไปไหน วันๆ ดูแต่ทีวี ก็นับเป็นเรื่องประหลาดใจสำหรับผม

คนรุ่นเก่ากว่าผมอาจจะประหลาดใจกว่าผม ในฐานะที่เขาก็อาจคิดได้ว่าคนรุ่นเขานั้นทั้งหนักและเหนื่อยกว่ากันเยอะกว่าจะสร้างฐานะมาได้ ไหนจะเครื่องไม้เครื่องมืออำนวยความสะดวกหรือก็สู้ยุคนี้ไม่ได้ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีรถไฟฟ้า ไม่มีอินเตอร์เน็ต 
แล้วทำไมคนรุ่นนี้กลับบ่นว่าขี้เกียจ บอกว่าชิลล์ ชิลล์ ไม่เอาน่าอย่าคิดมาก อย่าจริงจังกับชีวิตให้มากนัก เดี๋ยวแก่เร็ว

หรือเป็นเพราะเราสบายมากไป หรือเป็นเพราะเราไม่ได้เหนื่อยกาย แต่เหนื่อยใจ หรือเป็นเพราะมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นมากขึ้น คนเลยอยากจะพักผ่อนมากขึ้น จนเรียกว่าถ้าไปคุยกับคนรุ่นนี้ คำตอบประเภทว่า “ไม่เอาอ่ะ ขี้เกียจ” จะเป็นประโยคที่เราได้ยินบ่อยมาก

เอาอะไรมากครับ ขนาดป๋าเบิร์ด ธงไชย ของเรา เมื่อก่อนเคยร้องเพลง “สบายๆ ถูกใจก็คบกันไป” ตอนนี้ยังมาร้อง “ชิลล์ ชิลล์ ได้ไหม รู้ไหมว่าใจฉันปลิว”

สรุปว่าผมก็ยังคิดไม่ออกครับว่าทำไมคนรุ่นนี้ถึงนิยมชมชอบอาการทอดหุ่ยใจเย็น ใจปลิวๆ แบบนี้ 
เอาเป็นว่าอย่าคิดมากเลย เดี๋ยวจะเครียดไป ชิลล์ ชิลล์ดีกว่าครับ

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

กระเป๋ารั่ว


        เดี๋ยวนี้พอผ่านพ้นช่วงปีใหม่ทีไร ผมก็คิดทุกครั้งว่าอายุเพิ่มขึ้นอีกปีแล้วสินะ คิดแล้วก็เหลือเชื่อ มองย้อนกลับไปในวันที่อายุ 18 ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งผมจะกลายเป็นชายวัยกลางคน พุงพลุ้ย มีปัญหาผมบาง เหนื่อยง่าย ขึ้นบันไดไม่กี่ชั้นก็หอบแฮ่กๆ 
        
        อาการแบบนี้มันฟังดูไกลตัวมากๆ มันไม่น่าเป็นเรื่องที่จะเกิดกับผมได้เลย แต่แล้วเวลาก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม เด็กหนุ่ม 18 ในวันนั้นกลายมาเป็นหนุ่มใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        สามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมเจออะไรมาบ้าง ได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง ผมนั่งทบทวนกับตัวเองเงียบๆ คนเดียว ได้คำตอบว่าเยอะ เยอะจนอยากจะทำเป็นคู่มือ “สิ่งที่ควรจะรู้ไว้ก่อนที่จะอายุสามสิบ” 
        อาทิ 
        อย่าซีเรียสกับเรื่องเรียนมาก เอาแค่ผ่านก็พอ
        เวลาช่วงเรียนมหาวิทยาลัยคือช่วงเวลาที่เราควรเต็มที่กับชีวิต
        เลือกงานโดยมองระยะยาวว่างานนั้นจะนำเราไปสู่อะไร อย่าเลือกงานเพราะความชอบ ความง่าย หรือตรงกับที่จบม
        รักษาสายสัมพันธ์ของคนทุกคนที่เรารู้จักไว้ให้นานๆ เพราะมันจะมีประโยชน์ในอนาคต 
        จะเลือกแฟนที่หน้าตาก็ได้ แต่จงเลือกคู่ชีวิตจากนิสัยและความคิด
        เวลามีค่ามาก เพราะเราไม่ได้เป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดไป
        ลงหลักปักฐานให้ได้ก่อนสามสิบจะดีมาก เพราะหลังจากนั้นเราจะเริ่มหมดแรงกับชีวิต 
        ดอกเบี้ยบ้านแพงกว่าดอกเบี้ยรถมากๆ ขนาดที่ว่าบ้านสองล้านกลายเป็นบ้านห้าล้านได้ ถ้าผ่อนสามสิบปี
        อย่าเครียดกับชีวิต แต่ก็อย่าถึงกับไม่คิดอะไรกับมันเลย
        ถ้าอยากเข้าใจพ่อแม่ จงมีลูก ถ้าอยากเข้าใจลูก จงนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ 
        ฯลฯ

        แต่คิดไปคิดมาผมคงมิบังอาจเขียนคู่มือที่ว่า เพราะชีวิตใครก็ชีวิตมัน สูตรสำเร็จคงไม่มีตายตัว บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมคิด ถึงแม้ว่าลึกๆ ผมก็ยังเชื่อนะครับว่าถ้าคนรุ่นหลังได้อ่านประสบการณ์ของคนที่เคยผ่านชีวิตมาก่อน บางทีก็อาจจะไม่ต้องลองผิด แต่ลองถูกได้เลย (ถึงแม้ว่าบางประสบการณ์จะต้องเจอกับตัวเองถึงจะรู้ซึ้งก็ตาม)

        หันกลับไปมอง ผมพบว่าเพื่อนที่เราเคยคิดว่าซี๊ปึ้กกันสุดๆ จนน่าจะคบกันไปตลอดชีวิต วันนี้ก็นานๆ เจอกันที ต่างคนต่างมีทาง บางคนที่เราเคยนึกไม่ชอบใจ วันนี้ก็เข้าใจเขามากขึ้นว่าแต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเอง หรือบางอย่างที่เคยเชื่อสุดใจ วันนี้ก็กลับไม่คิดไม่เชื่ออย่างนั้นแล้ว

        ถ้าเปรียบเทียบวันแต่ละวันที่เรามีเท่ากับเงินหนึ่งบาท และถ้าผมมีอายุขัยถึง 70 ปี ผมก็จะมีเงินทั้งสิ้น 25,550 บาท ซึ่งตอนนี้ผมใช้ไปไม่น้อย และเหลือเงินในกระเป๋าอีกหมื่นกว่าบาทเท่านั้น 

        สิ่งที่แย่ก็คือกระเป๋าใบนี้มันรั่ว ไม่ว่าเราจะใช้หรือไม่ใช้ เงินมันก็จะรั่วออกจากกระเป๋าวันละหนึ่งบาททุกครั้งไป
คำถามก็คือ แล้วผมควรใช้เงินแต่ละบาทไปกับอะไรดี?
ผมควรจะใช้ชีวิตแต่ละวันไปกับอะไรดี?

        ใช้ชีวิตแบบโลดโผน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ใช้ชีวิตคิดถึงอนาคต ใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น ใช้ชีวิตในเมือง ใช้ชีวิตต่างจังหวัด ใช้ชีวิตอย่างทะเยอทะยาน ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ใช้ชีวิตหรือให้ชีวิตมันใช้เรา?

        วันนี้ยังไม่รู้จริงๆ ครับ คิดออกแล้วจะมาบอก ฝากการบ้านให้ช่วยคิดด้วยนะครับ ผมหมายถึงชีวิตของคุณ ไม่ใช่ของผม

        เพราะกระเป๋าคุณก็รั่วเหมือนผมนะครับ 
        อย่าทำเป็นเล่นไป ระวังหมดตัว จะหาว่าไม่เตือน!

วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555

หนังสือรุ่น


        หลายวันก่อนผมมีโอกาสได้กลับไปหาเพื่อนเก่าคนหนึ่ง เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ชั้นประถม มาห่างกันไปตอนชั้นมัธยม เพราะถึงจะเรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่ก็อยู่คนละห้อง จากนั้นพอเข้ามหาวิทยาลัยก็แยกกันไปแบบถาวร เรียกว่าแทบไม่ได้เจอหน้าเจอตากันอีกเลย

        เพื่อนผมคนนี้ ตอนเด็กๆ มันตัวไม่สูงมาก การเรียนก็ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง แต่พอเวลาผ่านไป 20 กว่าปี ตอนนี้ตัวมันใหญ่กว่าผมมาก หน้าที่การงานก็ใหญ่โตเพราะเป็นเจ้าของกิจการ มีออฟฟิศระดับสิบกว่าล้านอยู่กลางเมือง

        เรานั่งคุยกันถึงอดีต นั่งคุยถึงเพื่อนคนนั้นคนนี้ บ้างก็ไปได้สวย บ้างก็ไปได้เสีย บางคนชีวิตก็พลิกผันจนไม่น่าเชื่อ คนนึงตอนเด็กๆ เคยเป็นเด็กผู้หญิงท่าทางขี้อาย ดูซอมซ่อ แต่ตอนนี้เป็นคุณหมอมาดมั่นและกำลังตั้งท้องอยู่ อีกคนนึงไปร่ำเรียนจนจบปริญญาโทจากอเมริกา แต่ตอนนี้กลับมาช่วยที่บ้านขายของ อีกคนนึงอดีตเคยเป็นนักซิ่งบิดมอเตอร์ไซค์ป่วนเมือง (สมัยนั้นต้องฮอนด้าโนวาเท่านั้นครับ) ปัจจุบันจบเศรษฐศาสตร์และกลายมาเป็นนักธุรกิจใหญ่ หรืออีกคนนึงที่ธรรมะธรรมโมตั้งแต่สมัยเรียน ก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตไปแล้วหลายปี

        ยิ่งคุยก็เหมือนอดีตจะยิ่งไม่มีวันหมด ผมกับเพื่อนนั่งขุดความทรงจำกันอยู่เป็นชั่วโมงๆ อย่างออกรสชาติ ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อนผมมันจะจำชื่อจริงนามสกุลจริงของเพื่อนทุกคนได้ ที่สนุกก็คือเราสองคนต่างก็จำพื้นที่ทุกตารางนิ้วของโรงเรียนสมัยประถมได้เป็นอย่างดี 

        ตรงนั้นไงที่ครูสั่งให้ปลูกข้าวโพด มันอยู่หน้าห้องน้ำซึ่งเหม็นมาก ตรงนี้ไงที่มีต้นหูกวางที่เราพยายามเอาก้อนหินมาทุบๆๆๆ เพื่อจะกินเมล็ดของมัน แล้วก็ตรงโน้นไงที่กำแพงมีภาพวาดรูปปลาฉลามกัดขาคนจนเลือดออก ตอนนั้นเราไม่กล้าเดินผ่านไปตรงนั้นเลยว่ะ นายจำได้ใช่มั้ย

        สำหรับเพื่อน ไม่ว่าจะห่างกันไปนานแค่ไหน แต่พอเอาธัมท์ไดรฟ์ที่มีข้อมูลอดีตอยู่ในนั้นมาเชื่อมกัน เท่านั้นก็ต่อติดทันที

        ผมเคยได้ยินประโยคคมๆ ประโยคนึงจากเพื่อนสมัยเรียนปริญญาโท เขาบอกไว้ว่า "ตอนเรียนอยู่ ไม่ว่าใครจะมาที่ไหน ยากดีมีจนเท่าไหร่ ก็ดูจะไม่ต่างกันมาก แต่พอเรียนจบแล้ว ความสามารถในการสร้างชีวิตที่แตกต่างกัน จะทำให้ชีวิตของแต่ละคนต่างกันไปแบบไม่เห็นฝุ่น ทั้งๆ ที่ตอนเรียนอาจจะนั่งเรียนโต๊ะติดกัน กินข้าวจานละ 15 บาทเหมือนกัน"

        ผมเห็นด้วยกับประโยคนี้แบบเต็มๆ เลยครับ เพราะเพื่อนๆ ปริญญาสมัยที่ผมเรียนนั้นมีกันอยู่ 7 คน แต่ละคนกระจัดกระจายกันไปคนละทาง คนนึงหน้าที่การงานใหญ่โตไปเป็นผู้จัดการห้างดังอยู่ที่ภูเก็ต คนนึงเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดย่อม คนนึงรับราชการ คนนึงเป็นอาจารย์ คนนึงไม่มีใครรู้ข่าวคราวอีกเลย ส่วนผมก็มาทำงานที่ไม่ตรงกับที่เรียนมา

        ส่วนเจ้าของประโยคคมๆ ประโยคนั้น ปัจจุบันเป็นถึงเจ้าอสังหาริมทรัพย์มูลค่าเกือบร้อยล้าน และทุกวันนี้กำลังหันไปจับธุรกิจนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน

        ผมเคยคิดเล่นๆ นะครับว่า คงจะดีถ้าเราย้อนเวลากลับไปหาตัวเองเมื่อตอนเด็กๆ ได้ แล้วเดินเข้าไปบอกว่าอนาคตนายจะโตขึ้นไปเป็นแบบนี้นะ ทำตัวให้มันดีๆ หน่อยสิ หรือกลับไปบอกว่าคนคนนี้จะกลายมาเป็นภรรยาของนายในอนาคตนะ ดูแลเธอให้ดีๆ (หมายเหตุ: นี่คือเรื่องจริง เพราะผมกับภรรยาคือเพื่อนกันตั้งแต่สมัยประถมครับ)

        สมัยเด็กๆ เรานึกไม่ออกเลยครับว่าอะไรที่รอเราอยู่ข้างหน้า สิ่งที่วันนี้มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่ ณ วันนั้นมันคืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง ผมล่ะอยากจะกลับไปดูใบหน้าของผมกับเพื่อนๆ สมัยประถมจริงๆ อยากจะรู้ว่าตอนนั้นพวกเราหน้าตาเป็นอย่างไรกันบ้าง

        สงสัยวันหยุดคงต้องหาเวลากลับไปโรงเรียนเก่า ไปขอครูดูหนังสือรุ่นที่ทุกวันนี้ยังเก็บไว้ที่โรงเรียนอยู่เลย

        ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็แค่อยากรู้ว่าตอนถ่ายรูป ผมกับภรรยานั่งติดกันหรือเปล่าเท่านั้นเอง :)      

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คนที่เราลืมรัก


        น้ำตาหยดนั้นของคุณยายวัย 90 ที่ผมเพิ่งจะรู้จัก มันเตือนให้ผมนึกถึงสิ่งที่ผมเคยลืมไปแล้ว
        
        ถ้าคุณไม่เคยเห็นน้ำตาคนแก่ คุณคงนึกได้ยากว่ามันน่าเศร้าแค่ไหน คิดดูสิครับ คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานขนาดนั้น จะมีสักกี่เรื่องที่ทำให้ร้องไห้ได้
        
        ผมนั่งลงคุยกับคุณยายท่านนี้ เราเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน แต่คงจะเป็นเพราะคุณยายแกอยู่คนเดียวมานาน ไม่ค่อยจะมีคนคุยด้วย เนื่องจากลูกหลานเอามาปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวในบ้านหลังย่อมๆ พอเจอคนแปลกหน้าอย่างผมมาคุยด้วย แกก็เลยดีใจอย่างเห็นได้ชัด

        คุณยายในวัยเกือบร้อยยังแข็งแรงดีอยู่ เดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า แต่ก็ต้องพยุงกันบ้าง มือผมสัมผัสแขนคุณยาย ลำแขนนั้นเหี่ยวย่น คล้ายผ่านกาลเวลามาแสนนาน 

        ผมพยุงแกลงนั่ง เราเริ่มบทสนทนากัน แกออกตัวก่อนว่าค่อนข้างจะหลงๆ ลืมๆ พูดผิดๆ ถูกๆ ก็อย่าว่ากัน แต่เท่าที่คุยกัน ผมว่าในวัยขนาดนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเราไม่ต้องตะโกนคุยกัน จะมีก็แค่ตอนที่แกพยายามนึกว่าห้างเซ็นทรัลที่แกเพิ่งไปมามันเรียกว่าห้างอะไร

        เสียงคุณยายเล่าเรื่องความหลังอย่างออกรส ปูนนี้แล้ว คงไม่มีเรื่องของอนาคตมาบอกเล่าให้ใครฟัง ผมสงสัยอยู่ในใจว่าคนอายุขนาดนี้แบกอดีตไว้หนักเท่าไหร่กันนะ 

        คุณยายลุกขึ้นไปหยิบรูปภาพสมัยสาวๆ มาให้ผมดู ตอนนั้นแกน่าจะวัยสัก 17 แกบอกว่าถ่ายสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

        เล่าไปเล่ามา คุณยายบอกกับผมว่าถ้าลูกรู้ว่าแกคุยกับคนแปลกหน้าแบบนี้ คงจะโดนด่าแน่ๆ แกบอกว่าลูกชอบด่าแกแรงๆ ว่าไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วยังชอบเล่าเรื่องในครอบครัวให้คนอื่นฟังอีก

นาทีนั้นเองที่น้ำตาหยดนั้นไหลลงอาบแก้มเหี่ยวๆ ของคุณยาย 

ผมบรรยายความรู้สึกตอนนั้นไม่ถูกเหมือนกัน รู้อย่างเดียวว่าสงสัยแอร์ในห้องที่เรานั่งอยู่คงจะเสีย เพราะดูอุณหภูมิจะร้อนขึ้น ผมแอบแหงนหน้ามองเพดาน ไม่อยากให้น้ำตาหยดนั้นของผมไหลออกมา

คุณยายคนนี้ทำให้ผมนึกถึงคุณยายที่ผมรู้จักอีกคน แกป่วยมานานถึง 10 ปี และเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วแกก็จากไปอย่างสงบ (พร้อมกับให้หวยตามเลขอายุ เล่นเอาคนมางานศพรวยไปตามๆ กัน

ลูกสาวคนเดียวของแกที่คอยดูแลมาตลอด หมดเงินค่ารักษาไปก็หลายล้าน วันนี้เหมือนทำตัวไม่ถูก ต้องมาวานให้แม่ผมไปช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องงานศพ ผมจำได้ว่าวันที่คุณยายคนนี้ยังแข็งแรงดีอยู่ ดูแกกับลูกสาวจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันไม่น้อย เสียงทะเลาะกันปลิวมาเข้าหูที่บ้านผมอยู่บ่อยๆ

แต่วันนั้นในงานศพ วันที่ลูกสาวรดน้ำลงบนมือแม่ที่ไร้เลือดฝาด พร่ำบอกถึงความรักความคิดถึงที่มีต่อแม่ ผมไม่รู้ว่าเสียงนี้จะดังไปถึงบนฟ้าหรือเปล่า?

ขอโทษครับ ขอพักเช็ดน้ำตาก่อน พิมพ์ต่อไม่ไหวแล้วครับ

....
...
..

ผมนึกถึงอีกเหตุการณ์นึง รุ่นน้องที่ผมรู้จักเล่าให้ฟังว่า น้องสาวเธอกับแม่ทะเลาะกันเป็นประจำ ส่วนใหญ่ไม่มีเรื่องราวอะไรใหญ่โต ก็แค่แม่ขี้บ่นกับลูกสาวขี้รำคาญ แต่ดูเหมือนสองสามวันที่ผ่านมาเรื่องราวจะบานปลาย น้องสาวทนเสียงบ่นไม่ไหว ตัดสินใจเก็บกระเป๋าจะออกจากบ้านจะย้ายไปอยู่คนเดียว 

รุ่นน้องผมบอกว่าน้องสาวโกรธมาก ตะโกนออกมาลั่นบ้านว่าเกลียดแม่ เกลียดแม่! เกลียดแม่!! เกลียด เกลียด เกลียด!!! ชีวิตอย่าได้มาเจอกันอีกเลย รำคาญ

ร้อนถึงพ่อกับรุ่นน้องผมที่ต้องไปคอยห้ามปรามให้อารมณ์เย็นลง แต่น้องสาวคนนั้นกลับบอกว่าต้องให้แม่มาขอโทษ ถึงจะยอมไม่ออกจากบ้าน 

สุดท้ายเพื่อไม่ให้เรื่องไปกันใหญ่ แม่-ผู้หญิงที่เลี้ยงลูกมานับสิบๆ ปี กลับต้องมาขอโทษลูกสาว เพื่อไม่ให้ลูกสาวจากไป

คิดแล้วก็เศร้านะครับ ทำไมเรา-ผมหมายถึงใครหลายๆ คน (ซึ่งรวมถึงตัวผมด้วยที่ก็มีบ้างที่เคยทำให้แม่ต้องเสียใจจนมีน้ำตา) ถึงได้ทำกับผู้หญิงเจ้าของเลือดที่กลั่นเป็นน้ำนมให้เราดื่มกินได้ขนาดนั้น

ผมไม่เคยเข้าใจประโยคที่ว่า “วันที่ลูกเกิดมาคือวันที่ความฝันของพ่อแม่ต้องจบลง” จนกระทั่งวันที่ผมเป็นพ่อคน ผมถึงเข้าใจว่าพ่อแม่ล้วนมีชีวิตอยู่เพื่อเราเหล่าลูกๆ ทุกคน 

คุณเคยถามท่านไหมครับว่าความฝันของพ่อแม่คืออะไร บางทีท่านอาจจะลืมไปแล้ว และคงได้แต่ตอบมาว่าฝันของพ่อแม่ก็คืออยากให้ลูกทุกคนสุขสบาย

ในขณะที่หนุ่มสาวทุกคนวุ่นวายกับเทศกาลเฉลิมฉลองในเดือนนี้ ชุลมุนในการคิดว่าจะไปเที่ยวไหนกับคนรักดีที่อากาศหนาวๆ จะได้กอดกันให้อุ่นจนผ้าห่มอิจฉา

พอจะมีเหลือกอดสักกอดไปฝากผู้หญิงคนนั้น คนที่วันๆ งกๆ เงิ่นๆ อยู่หน้าเตาที่ครัวหลังบ้านบ้างไหมครับ?

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อันความรักเป็นเรื่องเล็กน้อย...แต่ยิ่งใหญ่


        ถ้าจะมีเพลงรักเพลงไหนสักเพลงที่ผมพอจะนึกออกว่ามีเนื้อหาที่เป็นผู้ใหญ่มากๆ ไม่ใช่อกหักฟูมฟายแบบวัยรุ่น เพลงนั้นก็น่าจะเป็นเพลง "รักต้องสู้" ของ แอ๊ด คาราบาว 

        ผมชอบท่อนหนึ่งในเพลงนี้ที่บอกว่า “อันความรักเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยในชีวิตคนเรา” จำได้ว่าเมื่อครั้งที่ฟังเพลงนี้ในปี 2532 หรือ 23 ปีมาแล้ว ตอนนั้นผมยังละอ่อนเกินกว่าที่จะเข้าใจความหมายของเพลงนี้ (แถมยังรู้สึกตะหงิดๆ กับเนื้อเพลงอีกท่อนที่ว่า “วันนี้เราเจ็บอย่างไร วันต่อไปอาจเจ็บกว่านี้” ว่าตกลงนี่มันปลอบใจหรือซ้ำเติมกันแน่?)

พอมาถึงช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย เพลงนี้ก็กลับเข้ามาในห้วงคำนึงอีกครั้ง วันนั้นผมยิ่งไม่เข้าใจใหญ่ว่าทำไมน้าแอ๊ดเขาถึงบอกว่า “อันความรักเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยในชีวิตคนเรา” เพราะสำหรับผมในตอนนั้นซึ่งอยู่ในช่วงวัยรุ่น ความรักมันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ โดยเฉพาะตอนที่เราอกหัก

ล่าสุดเพลงนี้กลับมาในความคิดผมอีกครั้ง เพราะมีสองเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้ามาในชีวิตผม

เหตุการณ์แรก รุ่นน้องคนหนึ่งที่ผมรู้จักเลิกกับแฟน ทั้งคู่ทะเลาะกันรุนแรงและตัดสินใจแยกทางกัน หลังจากที่คบกันมาเกือบสี่ปี สาเหตุเนื่องจากเหตุผลคลาสสิกที่ว่าความคิดไม่ตรงกัน ไม่มีเวลาให้กัน 

ฝ่ายชายไปมีผู้หญิงใหม่ในทันที ในขณะที่ฝ่ายหญิงซึ่งเป็นฝ่ายที่ผมรู้จักนั้นเธอทำร้ายทำลายตัวเองให้หมดคุณค่าไปเรื่อยๆ นั่งร้องไห้ จมจ่อมอยู่ในความคิด ตกเย็นก็ไปหาร้านเพื่อเมาจะได้ลืมว่าเขาไปมีคนใหม่แล้ว ทำเหมือนกับว่าชีวิตนี้ไม่มีคุณค่าอีกต่อไปแล้ว

นาทีแรกๆ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นได้ถึงเพียงนี้ ผมอยากจะบอกน้องเขาว่า “อันความรักเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยในชีวิตคนเรา” แต่นาทีต่อๆ มาก็นึกขึ้นมาได้ว่า ในวัยของเธอ เรื่องรักนั้นใหญ่กว่าชีวิตมากๆ ปล่อยให้เธอเศร้าให้พอ บางทีเธออาจจะเข้าใจสักวันนึงว่า “วันนี้เราเจ็บอย่างไร วันต่อไปอาจเจ็บกว่านี้” ผมไม่ควรจะเอาความคิดของผมไปตัดสินใคร

เหตุการณ์ที่สอง สืบเนื่องจากที่ผมเป็นมนุษย์เฟซบุ๊กติดงอมแงม ต้องเข้าไปอัพเดททุกวัน แล้ววันหนึ่งไม่รู้อะไรดลใจผมให้ลองค้นหาชื่อของผู้หญิงที่ผมเคยรู้สึกดีๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งก็ปรากฏว่าเจอจริงๆ ผมลองกดปุ่มขอเธอเป็นเพื่อน เธอตอบรับมาในวันถัดมา

ผมจึงได้รู้ว่าเธอแต่งงานไปแล้ว แวบแรกผมรู้สึกเฉยๆ เพราะผมเองก็แต่งงานแล้วเหมือนกัน แต่พอได้ดูวิดีโองานแต่งงานของเธอที่เธอโพสต์ไว้ ผมนั่งดู เห็นภาพงานตั้งแต่เช้าที่เจ้าบ่าวมาขอเจ้าสาว เรื่อยไปจนถึงงานตอนเย็นที่บนเวทีเจ้าบ่าวจะต้องหอมเจ้าสาวเป็นพิธี

แล้วความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างก็เข้ามาในใจผม 
ผมก็แค่คิดว่าที่ตรงนั้น ที่ตรงข้างๆ เจ้าสาว มันเคยเกือบได้เป็นที่ของผม

เปล่านะครับ เปล่า ผมไม่มีความคิดเสียดายหรืออยากจะกลับไปคบกับเธออีก (ถ้าบังเอิญภรรยาผมมาอ่าน เค้าเปล่านะตัวเอง เค้ารักตัวเองที่สู้ดดด จุ๊บๆ) เพียงแต่คิดขึ้นมาว่า วันนั้นผมเจ็บปวดฟูมฟายเมามายไม่ต่างจากน้องผู้หญิงที่ผมเล่าให้ฟัง แต่วันนี้กลับเฉยๆ ที่เห็นเธอแต่งงานไปแล้ว (แถมยังหัวเราะไปกับวิดีโอพรีเซนเทชั่นที่เล่าเรื่องว่าทั้งคู่เจอกันได้อย่างไรได้ตลกมากๆ)

วันนี้ผมคิดว่าผมเข้าแล้วล่ะครับว่า “อันความรักเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยในชีวิตคนเรา” ที่น้าแอ๊ดแกพูดนั้นหมายความว่าอย่างไร


วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

มนุษย์ไฟฟ้า


        ขบวนรถยนต์ต่อแถวยาวตั้งแต่ในหมู่บ้านล้นไปจนถึงหน้าหมู่บ้าน เสียงรถบีบแตรไล่ให้หัวแถวขับออกไปจากที่นี่เร็วๆ ผู้คนเดินกันอย่างร้อนรน ร้านสะดวกซื้อที่เคยเปิดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ไฟดับสนิท ร้านรวงปิดกันทุกร้าน ความร้อนของแดดเหมือนจะแผดเผาทุกอย่างให้ละลายลงไปกองกับพื้น ทุกคนเร่งรีบหนีออกจากหมู่บ้าน ประหนึ่งว่าหนีตาย

        ที่เล่ามาทั้งหมด ไม่ใช่ฉากในหนังแอ็คชั่นภัยพิบัติถล่มโลกหรือผู้คนหนีตายในวันโลกแตกหรอกครับ แต่มันคือฉากที่ผมยังจำได้ดีแม้จะผ่านมา 2 ปีแล้ว ตอนนั้นที่หมู่บ้านผมและบริเวณใกล้เคียงถูกตัดกระแสไฟฟ้าตั้งแต่แปดโมงเช้ายันบ่ายสาม เนื่องมาจากการไฟฟ้าซ่อมแซมเสาไฟฟ้าใหม่ (ที่ชาวบ้านทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำไมต้องมาซ่อมวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันที่แทบทุกคนอยู่บ้านด้วยก็ไม่รู้)

แต่เนื่องจากมีป้ายแจ้งเตือนการดับไฟล่วงหน้ามาสองอาทิตย์แล้ว ทุกคนในหมู่บ้านจึงเตรียมตัวอย่างดีว่าวันอาทิตย์เกิดเหตุจะพาตัวเองหนีไปที่ไหนดี และจากผลการสำรวจที่ผมคุยกับชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นร้านขายยา ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ร้านหนังสือ ทุกคนตอบมาคล้ายๆ กันว่า “ไปห้าง” 

ส่วนที่บ้านผม อยากไปห้างอย่างคนอื่นเหมือนกัน แต่ติดตรงที่ว่าตอนนั้นลูกสาวคนเล็กเพิ่งจะอายุ 10 วันเท่านั้น ก็เลยไม่อยากให้ไปติดเชื้อโรคมา ผม ภรรยา ลูก 2 คนและพี่เลี้ยงจึงยกโขยงกันไปเช่าอพาร์ตเมนต์รายวันอยู่กันชั่วคราว

สำหรับใครที่ไม่เคยโดยตัดไฟอย่างนี้ อาจจะไม่รู้นะครับว่าไฟที่บ้านเราจะไม่ได้ดับลงในทันที แต่มันจะค่อยๆ หรี่ลงๆ แล้วก็ดับในที่สุด ตอนที่ไฟดับ ภรรยากำลังกินข้าว ส่วนผมกำลังอาบน้ำให้ลูกสาว 

มาคิดตอนนี้แล้วก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมเรา-ผมหมายถึงผมกับภรรยา-ทำเหมือนไม่เชื่อว่าไฟมันจะดับจริงๆ ก็เลยไม่ได้เตรียมตัวอะไรไว้เลย พอไฟดับขึ้นมาก็วิ่งกันวุ่น เพราะเพียงแค่สิบนาทีบ้านก็ร้อนจนแทบอยู่ไม่ไหว กับข้าวที่ทำเผื่อไว้ว่าจะเอาเข้าตู้เย็นก็ลืมไปว่าตู้เย็นมันต้องใช้ไฟฟ้า กังวลว่าน้ำจะไม่ไหลแล้วจะไม่มีน้ำอาบก็ลืมไปว่าน้ำไม่เกี่ยวกับไฟฟ้า แถมยังวิ่งหาพัดกันให้วุ่น เพราะครั้งสุดท้ายที่ใช้พัดนั้นไม่รู้ผ่านมานานแค่ไหนแล้ว

กว่าจะออกจากบ้านได้ ก็ใช้เวลากันเกือบครึ่งชั่วโมง เชื่อมั้ยครับว่านาทีที่ไปถึงอพาร์ตเมนต์ ขึ้นห้อง เสียบกุญแจแล้วไฟสว่างทั้งห้อง ผมดีใจประมาณว่าโทมัส เอดิสัน สามารถประดิษฐ์หลอดไฟที่สว่างไสวได้นาน 8 ชั่วโมงเลยล่ะครับ

วันนั้นผมจึงได้รู้ว่ามนุษย์นั้นขาดไฟฟ้าไม่ได้จริงๆ เพราะอะไรๆ ในบ้านก็ดูจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าไปเสียหมด แอร์ พัดลม คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ ที่นึ่งขวดนม ตู้เย็น กาต้มน้ำร้อน  โดยเฉพาะหน้าร้อนแบบนี้ ใครๆ ก็คงอยู่ไม่ติดบ้านถ้าไม่มีแอร์

คิดแล้วก็น่าแปลกเหมือนกันนะครับ ไม่รู้ว่าคนสมัยก่อนอยู่กันได้อย่างไรในวันร้อนๆ แบบนี้ ไม่มีพัดลม มีแต่พัดมือ ไม่มีตู้เย็น มีแต่น้ำเย็นๆ ในตุ่มดิน

เมื่อก่อนเมื่อนานมาแล้วผมเคยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ติดแอร์ เพราะรู้สึกว่ามันเอาเปรียบมากๆ ที่โยนออกมาความร้อนออกมาพ่นใส่คนอื่น พวกรถยนต์ก็เหมือนกัน เดินใกล้ๆ ทีไร ร้อนแทบจะละลาย แต่คนในรถนั่งสบายใจเฉิบ

ที่ไหนได้วันนี้บ้านผมติดแอร์สามตัว ขับรถยนต์ก็เปิดแอร์เย็นยะเยือก

บ่ายสาม ได้เวลากลับมาบ้าน ครอบครัวผมก็ยกโขยงกลับมาบ้าน สารภาพครับว่ารู้สึกรักบ้านขึ้นอีกเป็นกอง นาทีที่กดสวิตช์ไฟแล้วไฟติด ผมไม่เคยคิดถึงไฟฟ้าเท่านี้มาก่อน

ในใจผมคิดว่า แหม เรานี่มันมนุษย์ไฟฟ้าแท้ๆ เลยนะเนี่ย