วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ผม "ชอบ" คุณ


        ภาษาฝรั่งคำหนึ่งที่ผมว่าแปลเป็นภาษาไทยได้ยากและเสี่ยงต่อการเข้าใจความหมายผิดก็คือคำว่า “Passion” (แพชชั่น)

        แพชชั่นนั้นเป็นคำที่ประหลาด เพราะมันอาจหมายถึงความหลงใหลปรารถนามักมากในกาม ความลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้น กิเลสตัณหาบังตา ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดก็ไม่มีอะไรผิดความหมาย

        แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนทำงานศิลปะทุกคนจะรู้กันดีว่าคำคำนี้เป็นสิ่งที่ "ต้อง" มี หาไม่แล้วคุณก็จะเป็นเพียงคนงานที่ใช้แรงปั้น-ปาด-วาด-แต่ง เท่านั้น แต่หามีใจรักแบบที่ภาษาปะกิดเรียกว่า Labour of Love ไม่

        แพชชั่นในมุมนี้น่าจะแปลได้ว่า "ความหลงใหลในงานที่ทำ" เรียกว่าตกหลุมรักงานตรงหน้าเข้าเต็มเปา หมกมุ่นอยู่กับมันจนลืมวันเวลา สนุกกับมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ไม่ได้คิดว่าจะได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่กับงานที่ทำอยู่ ว่ากันตามตรง ถ้าจะพูดให้ถูก เขาไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าตรงหน้าที่ง่วนอยู่มันคืองาน เพราะคนท่ี่มีแพชชั่นไม่เคยคิดว่าเขาทำงานเลย

        ชีวิตของคนปกติทั่วไป น่าจะมีช่วงเวลาของการทำงานอยู่ที่ประมาณ 40 ปี เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่มีแพชชั่น นั่นแปลว่าในขณะที่คนอื่นต้องลุกขึ้นมาเกลียดเช้าวันจันทร์เป็นเวลา 40 ปี แต่กับคนเหล่านี้ไม่เลย

        แต่ก่อนผมคิดว่าแพชชั่นน่าจะมีแต่ในวงการศิลปิน อาจเป็นเพราะผมเองอยู่แต่ในวงการนี้ เห็นคนที่ชอบเขียนหนังสือ เขาเขียนโดยไม่ได้คิดว่าจะต้องได้รับการตีพิมพ์ เขาเขียนมันโดยไม่คิดว่าจะมีคนอ่านหรือไม่ เขาก็แค่ "ชอบ" เขียนเท่านั้น 
        ฟังแล้วเป็นเหตุผลที่ไร้สาระและไร้ประโยชน์ในโลกทุนนิยมจริงๆ

        แต่พอหูตากว้างไกลขึ้น ได้รู้จักคนในหลายๆ วงการมากขึ้น ผมก็พบว่าวงการอื่นเขาก็มีความหลงใหลทำนองนี้ที่เรียกว่าแพชชั่นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการหุ้น ที่หลงใหลการติดตามเศรษฐกิจของโลก รวมถึงพฤติกรรมของคนในสังคม เขาศึกษามันไม่ใช่เพียงเพราะมันเป็นหน้าที่การงาน แต่เขา "ชอบ" ที่จะศึกษามันจริงๆ 

        หรือแม้กระทั่งวงการนักขาย ผมก็เห็นคนที่ชอบขาย ชอบเข้าหาผู้คนเป็นชีวิตจิตใจ ชอบเจรจา มีสัมพันธไมตรีกับคนแปลกหน้า ไม่ใช่ทำเพราะมันเป็นงาน แต่เขา "ชอบ" มันจริงๆ เขามีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ออกไปเจอผู้คน แม้บางทีเขาจะขายของไม่ได้ก็ตาม

        ผมคิดว่าถ้าโลกนี้มีแต่ผู้คนที่รักที่ชอบสิ่งที่เขาทำ โลกคงจะน่าอยู่ขึ้นเยอะ เราคงไม่มีคนที่ทำงานซังกะตายไปวันๆ เราคงไม่มีคนประเภทกินวันละสองชาม (เช้าชาม เย็นชาม) เราคงไม่มีคนประเภทศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน จันทร์ลา และเราคงมีผลงานดีๆ ออกมาประดับโลกมากกว่านี้อีก 

        มั่นใจได้เลยว่า สตีฟ จ๊อบส์, มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก และโน้ต อุดม มีแพชชั่นกับงานของเขาแน่นอน ผมรู้สึกได้ถึงพลังที่เต็มเปี่ยมในผลงานของพวกเขา

        น่าแปลกที่ผมพบเจอผู้คนมากมายที่รู้ว่าตัวเอง "ไม่ชอบ" อะไร แต่กลับไม่รู้ว่าตัวเอง "ชอบ" อะไร ทุกวันนี้ผมยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมเขาเหล่านั้นถึงไม่มีอะไรสักอย่างที่ชอบแบบจริงๆ จังๆ มันเหมือนเขาอยู่ๆ ไปแบบไม่เห็นว่าชีวิตควรจะต้องมีคุณค่าอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะตายจากโลกนี้ไป

        บางคนมาแปลกกว่านั้น ผมเคยเจอเพื่อนคนนึงบอกว่า "อย่าเอาสิ่งที่รักมาทำเป็นงาน เพราะเราจะเบื่อและไม่รักมันในที่สุด" ประเด็นนี้ผมว่ามีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ถ้าเลือกได้ ใครก็น่าจะอยากอยู่กับคนที่ตัวเองรักไม่ใช่หรือมันน่าจะอยู่ที่การหาจุดพอดีมากกว่า ว่าแค่ไหน "มากไป" แค่ไหน "น้อยไป"

        ผมเคยแนะนำคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรให้ลองนึกว่า เวลาเดินเข้าห้าง คุณไปวนเวียนอยู่กับแผนกไหนมากที่สุด เพราะเดี๋ยวนี้ห้างสรรพสินค้าก็ไม่ต่างอะไรกับโลกจำลองที่มีครบทุกอย่างอยู่ในนั้น อย่างผมเอง ถ้าคุณจะหาว่าผมอยู่ตรงส่วนไหนของห้าง เดาไม่ยากเลยครับ ไม่พ้นร้านหนังสือ (หรือไม่ก็ร้านซีดี ซึ่งเดี๋ยวนี้แทบไม่มีแล้ว

         เพราะฉะนั้นบางทีคุณอาจจะพบว่าคุณชอบอะไรจากการเดินห้าง บางคนอาจชอบเดินแผนกเสื้อผ้า บางคนชอบแผนกเครื่องครัว บางคนชอบเดินดูของกิน บางคนชอบนั่งๆ เดินๆ อยู่หน้าโรงหนัง ผมหวังว่ามันน่าจะมีสักอย่างที่คุณชอบ

         ไม่รู้สิครับ สำหรับคนที่ไม่เคยมีแพชชั่นจริงๆ อาจจะนึกไม่ออกว่าการมีเจ้าแพชชั่นนั้นมันเจ๋งขนาดนี้เลยเหรอ แต่เชื่อผมเถอะว่าโลกนี้จะสนุกมาก ถ้าคุณมีมัน คุณสามารถจับผมไปปล่อยไว้ในร้านหนังสือใหญ่ๆ สักร้าน แล้วผมก็อยู่ในนั้นได้ทั้งวัน หรือคุณจะให้ผมอยู่ในร้านซีดีก็ได้ ไม่มีปัญหา คุณทิ้งผมไว้ได้เลย

         จริงๆ แล้วทางพุทธศานา ก็มีพูดประเด็นเรื่องแพชชั่นไว้ เพียงแต่ไม่ได้ใช้คำนี้เท่านั้นเอง มันอยู่ในหัวข้อ อิทธิบาท 4 อัน ประกอบด้วย ฉันทะ(ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น) วิริยะ (ความพากเพียรในสิ่งนั้น) จิตตะ (ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น) วิมังสา (ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น) ซึ่งเป็นธรรมะข้อที่ผมว่ามนุษย์มนาทั่วไปควรนำมาใช้ เพราะมันเอาไปใช้ในการทำงานได้เลย 

        ถ้าจะเขียนอิทธิบาท เป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ แบบเท่ๆ มันก็น่าเป็นแบบนี้ครับ 
        4 Steps to Success: Passion+Hard Work+Focus+Evaluation

         หน้าหนาวสิ้นปีแบบนี้ ถ้ายังไม่มีคนรัก ลองหางานที่รักก่อนก็ดีนะครับ เพราะทั้งชีวิตมนุษย์เราใช้เวลาในการทำงานไปถึง 116,800 ชั่วโมงแน่ะ!


วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555

จับจิต จิตจับ


        ถ้าบังเอิญคุณได้ไปดูดวงกับหมอดูรายหนึ่ง แล้วเขาทำนายว่าปีนี้คุณจะดวงไม่ดี จะมีแต่เรื่องแย่ๆ เข้ามาในชีวิต ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อหมอดูก็ตาม แต่เชื่อผมเถอะครับว่ามันจะเป็นตามคำทำนายจริงๆ

        ไม่ใช่ว่าหมอดูรายนั้นแม่นอย่างกับจับวางหรอกนะครับ แต่เป็นเพราะ "จิต" ของคุณถูกคำสั่งว่า "ปีนี้คุณจะดวงไม่ดี" จับเข้าให้แล้ว ทีนี้พอเกิดเรื่องอะไรไม่ดีเข้านิดหน่อย คุณก็จะรีบบอกกับตัวเองเลยว่า "เห็นไหม จริงด้วย เหมือนที่หมอดูบอกไว้เลย" โดยคุณลืมไปเลยว่าที่จริงมันก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับคุณเหมือนกัน

        ผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาผมกำลังสนใจเรื่องของ "จิต" เร่ืองของ "สภาวะจิต" อยู่ ทั้งอ่านหนังสือ ทั้งไปเข้าคอร์สอบรมด้วยอยากรู้ว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่อยู่ในตัวเรา สิ่งที่เราคุยกับมันด้วยทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกเวลา สิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีตัวตนจริงๆ มันคืออะไรกันแน่?

       ขณะที่ศึกษาเรื่องนี้อยู่ ผมก็นึกถึงคำพูดที่รุ่นพี่ท่านหนึ่งเคยพูดกับผมเมื่อนานมาแล้วว่า "อย่าเอาจิตไปจับ" มันเป็นคำพูดติดตัวของรุ่นพี่คนนี้ที่สมัยนั้นใครๆ ก็ตลกเมื่อเขาพูดประโยคนี้ เพราะไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนเขาก็บอกว่า "อย่าเอาจิตไปจับ
       แต่พอเวลาผ่านมาเกือบสิบปี ผมถึงได้เข้าใจประโยคนี้

        จริงของพี่เขาเลย อย่าเอาจิตไปจับ เพราะจับเมื่อไหร่ก็มีตัวตน มีตัวกูของกูขึ้นมาทันที ตัวอย่างเช่น ในชีวิตนี้คุณจะไม่เคยเห็นคนใส่เสื้อสีชมพูมากเท่ากับวันที่คุณใส่เสื้อสีชมพูด้วย คุณจะไม่เคยเห็นคนท้องมากเท่านี้มาก่อน เมื่อแฟนคุณตั้งท้อง และคุณจะไม่เคยทุกข์เท่านี้มาก่อนเลย จนกระทั่งคุณถูกทำนายว่าคุณดวงตก

        ปีที่แล้ว ผมเคยหลุดเข้าไปในแวดวงที่เขากำลังสนทนากันเรื่องมนุษย์ต่างดาวและวันสิ้นโลก ในบทสนทนานั้นมีอยู่บางประโยคที่พูดถึงเลข 1111 ว่ามันคือสัญญาณเตือนภัยจากมนุษย์ต่างดาวว่าวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึงแล้ว และจะมีเพียงบางคนเท่านั้นที่จะได้รับสัญญาณนี้อยู่บ่อยๆ เรื่อยๆ เขาเหล่านี้จะเห็นเลข 1111 อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา ทะเบียนรถ หรือเบอร์โทรศัพท์ และถ้ายิ่งเห็นบ่อยเท่าไหร่ ก็แปลว่าวาระสุดท้ายของโลกนั้นเดินทางมาแล้ว ให้เตรียมตัวหนีไปยังที่ที่ปลอดภัย

        เชื่อไหมครับว่าตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ จากที่ผมไม่เคยเห็นเลข 1111 มาก่อน ก็กลับกลายเป็นว่าผมเห็นมันทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขโทรศัพท์บนป้ายโฆษณาริมทางด่วน เลขทะเบียนรถคันที่จอดอยู่ข้างหน้าเวลารถติด นาฬิกาที่อยู่ในรถ หมายเลขติดต่อหลังบัตรสมาชิกที่เพิ่งไปสมัครมา
ครับ 
        ผมกลายเป็นบุคคลพิเศษที่ได้รับการติดต่อจากมนุษย์ต่างดาวไปเรียบร้อยแล้ว

         ผมไม่ได้เชื่อหรือปฏิเสธเรื่องสัญญาณเตือนภัยจากต่างดาวหรอกนะครับ (แต่ก็แอบซาดิสต์ว่าถ้าโลกแตกจริงๆ ก็ดี มนุษย์จะได้สำนึกเสียบ้าง) แต่ผมก็แค่คิดว่าถ้าอย่างนั้นมันแปลว่าเราสามารถสั่งจิตให้ไปจับกับเรื่องอะไรก็ได้อย่างนั้นน่ะสิ?

         จริงอยู่ว่าเมื่อกี้ผมเพิ่งจะเขียนสนับสนุนแนวความคิดที่ว่าอย่าเอาจิตไปจับ แต่ผมอยากจะปรับมันใหม่นิดนึงว่า 
         "แล้วถ้าเราเอาจิตไปจับแต่เรื่องดีๆ ล่ะ ชีวิตมันจะสุดยอดแค่ไหน?"

        ผมมีคนที่รู้จักมากมายที่เป็นมนุษย์คิดลบ เขาพร้อมจะหาเรื่องแย่ๆ ได้จากทุกเรื่อง เขาเชื่อว่ามันต้องมีสักเรื่องที่ไม่ดีสิน่า ไม่มีอะไรที่จะดีไปหมดหรอก ประมาณว่าพระพุทธรูปงดงามหมดจด ยังหาข้อติว่าได้ว่าเสียอย่างเดียวที่พระพุทธรูปพูดไม่ได้

        ผมเห็นด้วยกับเขาเหล่านี้นะครับว่าไม่มีอะไรที่จะดีไปหมดหรอก แต่คำถามก็คือ ประโยชน์ของการตั้งแง่หาแต่เรื่องไม่ดีของทุกสิ่งนั้นมันคืออะไร? นึกยังไงก็นึกไม่ออกจริงๆ

        เมื่อมนุษย์คิดลบคิดแบบนั้น เขาก็เหมือนแม่เหล็กที่พร้อมจะดูดทุกเรื่องราวเลวร้ายเข้ามาหาเขา หมาเพลีย เมียป่วย ลูกสาวคนสวยไม่สบาย ต่างๆ นานา มากันเต็มไปหมด

        ทำไมล่ะครับ ทำไมไม่นับเรื่องดีๆ แล้วให้ใจเราอยู่กับมันตรงนั้น มันอาจเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่จริงๆ มันสำคัญมาก อากาศดีๆ ตอนเช้า อาหารมื้อแรกของวัน เพลงที่เปิดฟังในรถ เรื่องไร้สาระที่พูดคุยแล้วหัวเราะกับเพื่อนร่วมงาน เสียงปลายสายจากคนที่เรารัก ไอติมยามบ่าย พระอาทิตย์ตกตอนเย็น กล่อมลูกเข้านอน หรือหนังสือสักเล่มก่อนหลับตา

         ชีวิตนั้นเป็นหนังเรื่องยาวที่ต้องดูกันนานๆ ดูกันยาวๆ ไม่ใช่ว่าวันนี้ทุกข์แล้วก็มานั่งพร่ำบ่นว่าชีวิตฉันช่างเป็นทุกข์เหลือเกิน ใครจะโชคร้ายเหมือนฉันคงไม่มี

         ลองถอยออกมามองไกลๆ อย่างผู้กำกับที่กำลังตัดต่อหนัง มองหนังเรื่องนี้อีกทีอย่างเป็นกลาง ไม่ใช่นักแสดง แต่เป็นผู้กำกับ
         แล้วคุณจะพบว่าหนังเรื่องนี้มันก็จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งนี่นา

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ประสบการณ์เฉียดตาย



        ปืนกระบอกนั้นจ้องมาที่ผมและคนอื่นๆ บนรถสองแถว มันกวัดแกว่งไปมาดูน่าระแวง จริงอยู่แม้มันจะเป็นแค่ปืนประดิษฐ์ ไม่ได้ดูน่าเกรงขามเหมือนปืนในหนัง แต่มันก็ทำเอาคนบนรถก้มหน้ากันหมด 

        เสียงเจ้าของปืนยิงคำถามขึ้นมาว่า “มีใครเป็นเด็กเทคโน…(ขอสงวนชื่อไว้นะครับ)… รึเปล่าวะ?” ไม่มีใครตอบ เขาคนนั้นจึงเอ่ยกับเพื่อนอีกคนว่า “ปลอดภัยแล้วเว้ยเพื่อน กลับบ้านดีๆ นะมึง”

        นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้ว มันเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่ากลัวที่สุดที่เกิดขึ้นกับผม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกลางเมืองที่ผู้คนพลุกพล่าน เวลาสองทุ่ม ผมนั่งอยู่บนรถสองแถวที่มีผู้โดยสารนั่งกันเต็ม แต่เพียงเพราะเด็กช่างกลคนหนึ่งเป็นห่วงเพื่อนและต้องการมาส่งเพื่อนขึ้นรถ วันนั้นผมสงสัยว่าถ้ามีเด็กเทคโนที่เจ้าของปืนถามขึ้นมา อะไรจะเกิดขึ้น?

        ผมนึกถึงเหตุการณ์นี้ขึ้นมาเพราะล่าสุด ผมเกือบจะต้องมีเรื่องบนถนนอีกครั้ง เพียงเพราะคืนนั้นรถติดยาวเป็นครึ่งชั่วโมง จนผมต้องปาดซ้ายออกมาเพื่อหาเลนใหม่ แต่คงจะดูพลาดท่าไปหน่อยเพราะมัวโทรศัพท์ไปด้วย เลยเกือบไปชนกับมอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซค์เอี้ยวตัวหลบ 

        แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เขาจอดรถขวางหน้ารถผม และชี้นิ้วมาที่ผม ทำหน้าตาน่ากลัวที่สุดเท่าที่มนุษย์คนนึงจะทำได้ ผมได้แต่ก้มหัวยอมรับผิดแต่โดยดีที่โทรแล้วขับ แต่ดูเหมือนอารมณ์ของเขาจะไม่ลดลง โชคดีที่แฟนของผู้ชายคนนี้ห้ามไว้ และก็โชคดีที่เขาฟัง จึงกลับไปขึ้นมอเตอร์ไซค์และชี้หน้าผมก่อนจะขับจากไป

        ผมเลี้ยวเข้าปั๊มเพื่อสงบสติอารมณ์ ถ้าผู้ชายคนนั้นจะหาเรื่องผมจริงๆ ผมจะทำอย่างไร เพราะผมก็ไม่ใช่คนที่พร้อมจะมีเรื่องกับใครได้ทุกเมื่อ และถึงจะไม่มีปืนในรถ แต่ผมก็มีมีดพับเล่มหนึ่งที่พกติดไว้ในรถเผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ นั่นแปลว่าถ้าต้องมีเรื่องกันจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่ๆ

ผมเกิดสงสัยขึ้นมาว่าทำไมเขาไม่กลัวว่าคนในรถจะมีอาวุธอะไรที่อาจจะทำร้ายเขาได้ หรือตอนนั้นเลือดเข้าเลยลืมคิด 

ผิดกับผมที่ครั้งนึงเคยมีเรื่องกับเจ้าของรถบีเอ็มที่จอดขวางถนนในซอย เราเปิดไฟสูงใส่กันไปมาจนเรื่องบานปลาย รถบีเอ็มเร่งเครื่องจะชนรถผม จนผมต้องถอย เจ้าของรถยังไม่ยอม เขาลงมาจากรถ เดินมาที่นั่งข้างคนขับของรถผม โดยไม่สนใจว่าในรถผมมีเพื่อนๆ อีกสองคน หนึ่งในนั้นเป็นผู้ชายร่างกำยำ นาทีนั้นผมคิดว่าเขาต้องมีปืนแน่ๆ ถึงมั่นใจขนาดนั้น

ภาพของลูกสาวแว่บเข้ามาในหัว สารภาพครับว่าวันนั้นผมยกมือไหว้ขอโทษเขา เพราะไม่อยากมีเรื่อง พอเหตุการณ์จบไปแล้ว น้องที่นั่งข้างๆ ผมบอกว่าถ้าผมตัดสินใจช้ากว่านิดอีกนิด เขาจะเปิดประตูรถกระแทกผู้ชายคนนั้น แล้วลงไปชกกับมันสักตั้ง

นั่นคือประสบการณ์เฉียดๆ ตายของผม แต่ที่เล่ามาทั้งหมด ยังไม่เท่ากับเรื่องต่อไปนี้ เพราะมันทำให้ผมเกิดความรู้สึกว่าบางทีคนดีๆ ทำมาหากินสุจริตก็น่าจะพกปืนไว้บ้าง

หลายปีก่อน คืนนั้นผมออกจากออฟฟิศสองทุ่ม เรียกแท็กซี่ บอกจุดหมายปลายทาง จากนั้นรถก็ออกตัว เหตุการณ์ก็ดูธรรมดาๆ แต่พอขับไปได้สักพัก จู่ๆ ก็มีรถมอเตอร์ไซค์ซ้อนสามถลาออกมาจากซอยจนเกือบจะชนเข้ากับแท็กซี่ แท็กซี่บีบแตรไปหนึ่งครั้งเพื่อเตือนให้ระวัง

ปรากฏว่ามอเตอร์ไซค์ไม่พอใจที่โดนบีบแตร จึงไล่กวดตามรถแท็กซี่ พร้อมยกขวดเบียร์ที่คาดว่ากินกันจนเมากรึ่มแล้ว ทำท่าจะฟาดลงบนหลังคาแท็กซี่ เสียงตะโกนโวยวายหาเรื่องมึงมาพาโวยดังลั่น แท็กซี่ไม่อยากมีเรื่องจึงพยายามเร่งความเร็วหนี โชคไม่ดีที่เรามาติดไฟแดง ขี้เมาทั้งสามจอดขวางหน้ารถแท็กซี่ ทั้งหมดลงมาท่าทางหาเรื่องเต็มที่

ไวเท่าความคิด แท็กซี่รีบปัดซ้ายหลบฉากออกทันที จากนั้นเลี้ยวซ้ายเพื่อหนีสุดชีวิต สามคนนั้นรีบกลับไปที่รถแล้วบิดตามมาต่อ 

โชคร้ายที่วันนั้นรถติดมากๆ ไปได้สักพัก เราก็ติดแหงกอยู่หน้าห้าง แท็กซี่มองกระจกหลังบอกกับผมว่าไอ้พวกนั้นมันตามมา ผมกับคนขับต่างมองหาว่าคืนนี้ตำรวจไปไหนหมด (วะ) เราต้องการความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่มี 

ขี้เมาสามตัวมาถึงแล้ว มันชี้มาที่เรา เสียงโหวกเหวกเหมือนเดิม จากนั้นก็ขี่เลยไป คาดว่าพวกมันน่าจะไปดักข้างหน้า เพราะตรงนี้คนเยอะ ทำอะไรไม่สะดวก แต่เมื่อไม่มีทางเลือก เราก็ต้องขับตรงต่อไป

ขับไปได้สักพัก ผมก็เห็นอันธพาลสามคนนี้โดนด่านที่ตำรวจมาตั้งเรียกตัวไว้ ทั้งสามคนนั่งแผ่หลากับพื้น สภาพเมามาก ผมกับแท็กซี่โล่งใจที่เรารอดแล้ว

วันนั้นผมกลับบ้านด้วยความระทึก พร้อมกับสองคำถามที่ว่า "นี่หรือเมืองไทยเมืองพุทธ?" และ "หรือเราควรจะพกปืนไว้ติดตัวดี?"

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คบกับหนังสือ



        หนึ่งในประโยคสุดคมที่ผมเคยได้ยินมาก็คือ “ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับหนังสือที่เราอ่านและเพื่อนที่เราคบ” จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ฟังนั้น ผมอึ้ง ทึ่ง
(แต่ไม่เสียว) ว่าใครหนอช่างคิด เพราะมันจริงเสียยิ่งกว่าจริง

ขอพูดถึงเรื่องเพื่อนที่เราคบก่อนนะครับ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพื่อน (ซึ่งอาจรวมไปถึงแฟน) มีอิทธิพลกับเราแน่นอน เพราะเราใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตหมดไปกับเพื่อน ถ้าเป็นวัยเรียน นั่นก็คือเพื่อนร่วมชั้น ถ้าเป็นคนทำงาน นั่นก็คือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเรียนหรือเพื่อนร่วมงาน เราใช้เวลาของชีวิตไปกับเขาเหล่านี้ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงต่อวันแน่ๆ ยังไม่นับหลังเลิกเรียนหรือหลังเลิกงาน 

เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนๆ ที่เราคบเป็นประเภทคุยเรื่องละครหลังข่าวเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง เราก็จะเป็นคนที่ต้องดูละครหลังข่าวไปด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะคุยกับใครไม่รู้เรื่อง หรือในทางกลับกัน ถ้าคบเพื่อนประเภทหลังเลิกงานก็ยังขยันไม่หยุด ไปขายเสื้อผ้า กระเป๋า คอนแท็คเลนส์ เชื่อได้ว่าสักพัก เราก็ต้องหาอะไรมาขายแบบเพื่อนชัวร์ๆ

หรืออย่างเรื่องหนังสือ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมอยากคุยมากกว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมานั้น ผมเป็นหนี้บุญคุณหนังสือแบบใช้หนี้กันอย่างไรก็คงไม่หมด จนอดคิดไม่ได้ว่าหนังสือน่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างสรรค์มา

หนังสือเล่มแรกๆ ที่ผมคิดว่ามีอิทธิพลกับผมนั้นก็คือ หนังสือแบบเรียนมานะมานี เพราะมันทำให้ผมรักการอ่านหนังสือขึ้นมาแบบที่พ่อแม่ไม่ต้องมาปลูกฝัง ผมอ่านมันจบตั้งแต่วันแรกที่ได้หนังสือมา (ซึ่งยังไม่เปิดเทอมด้วยซ้ำ)

จากนั้นความรักหนังสือก็เกิดขึ้นในตัวผมทีละเล็กทีละน้อยแบบไม่รู้ตัว เพราะความที่ไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันละแวกบ้าน ส่วนน้องก็เป็นผู้หญิง หนังสือจึงเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ผมมีอยู่ ผมเริ่มลุกลามไปอ่านนิทานเด็กในสตรีสาร ขวัญเรือน หญิงไทย เพราะบ้านผมเป็นร้านตัดเสื้อและแม่ก็รับหนังสือแนวนี้ประจำ

การ์ตูนกลายเป็นหนังสือเล่มต่อๆ มาที่ผมถึงขั้นหมกมุ่น ผมเป็นสมาชิกหมายเลข 2 ของร้านเช่าการ์ตูนแถวบ้าน ผมเช่ามาอ่านวันละไม่ต่ำกว่าสิบเล่ม หลายครั้งต้องเหน็บไว้ในกางเกงแล้วเอาเสื้อปิดไว้ เพราะกลัวแม่จะดุที่เช่ามามากเกิน โดเรม่อน ซึบาสะ คอบร้า ดราก้อนบอล ซิตี้ฮันเตอร์ สองสิงห์เจ้าสำอางค์ วีรบุรุษลหุโทษ โรงเรียนลูกผู้ชาย เซนต์เซย่า ทัช และอีกมากมายคือเพื่อนในวันนั้นของผม

ผมมาเลิกอ่านการ์ตูนก็เมื่อในวันที่โดนประกาศิตจากแม่ว่าห้ามอ่านการ์ตูน เพราะแม้แต่ในวันที่พรุ่งนี้จะสอบอยู่แล้ว ผมก็ยังเช่าการ์ตูนมาอ่าน จนแม่ต้องเรียกเจ้าของร้านมาชี้ตัวว่าอย่าให้เด็กคนนี้เช่าการ์ตูนอีกต่อไป 

แล้วแม่ก็เอาดนตรีเข้ามาดึงความสนใจผมออกจากหนังสือการ์ตูน แม่คงไม่รู้หรอกว่าวันนั้นแม่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล เพราะผมกลายมาเป็นนักแต่งเพลงในเวลาต่อมา ก่อนที่จะมาจับงานหนังสืออย่างในทุกวันนี้

กว่าจะได้มาอ่านหนังสือจริงๆ จังๆ อีกทีก็ตอนเรียนใกล้จะจบมหาวิทยาลัย เพราะตอนนั้นดนตรีเอาเวลาของผมไปหมด ช่วงนั้นผมบ้าวรรณกรรมอย่างหนัก กวีซีไรต์ผมอ่านหมด เพื่อชีวิตหนักๆ ก็อ่าน นิคม รายวา, จิตร ภูมิศักดิ์, ’รงค์ วงสวรรค์, สุชาติ สวัสดิ์ศรี และอีกมากมายคือชื่อที่ผมแอบเป็นลูกศิษย์ทางความคิด 

แต่เล่มที่มีอิทธิพลกับผมมากๆ ก็คือ "พันธุ์หมาบ้า" ของชาติ กอบจิตติ และ "เจ้าชายน้อย" ของ อองตวน เดอ แซง-เตกซูเปรี พันธุ์หมาบ้าทำให้ดีเอ็นเอวัยรุ่นของผมเดือดพล่าน อยากใช้ชีวิตแบบนั้นบ้าง ส่วนเจ้าชายน้อยก็ทำให้ผมละเมียดละไม มองด้วยใจ ไม่ใช่มองด้วยตา

อีกเล่มที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดนั่นก็คือ "โลกของโซฟี" ของ โยสไตน์ กอร์เดอร์ ที่เอาปรัชญาหนักๆ เข้าใจยากๆ ของโลกนี้มาเล่าผ่านนิยายที่เดินเรื่องโดยเด็กสาวนามว่าโซฟี เล่มนี้ทำเอาผมถึงกับเตลิดทางความคิดไปจนแทบจะไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริง ไม่น่าเชื่อว่าหนังสือหนาขนาดห้าร้อยหน้าจะอ่านสนุกและได้สาระถึงเพียงนั้น

มาพักหลังๆ ด้วยเวลา ด้วยสิ่งล่อใจต่างๆ ทีวีสารพัดช่อง อินเตอร์เน็ต ดีวีดีหนังมากมาย ครอบครัวและงานที่ทำ น่าแปลกที่ผมทำงานหนังสือ แต่กลับมีเวลาอ่านหนังสือน้อยลง ซึ่งนั่นถือเป็นหายนะของคนทำหนังสือแท้ๆ 

เล่มสุดท้ายที่ประทับอยู่ในใจผมไม่รู้ลืมจนถึงขั้นเปลี่ยนชีวิต เกิดขึ้นเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เมื่อผมเข้าไปเดินแก้เซ็งใน 7-11 ตอนตีหนึ่ง หนังสือเล่มนั้นชื่อ "ถอดรหัสลับ สมองเงินล้าน" เล่มนี้ทำให้ผมรู้ว่าคนรวยกับคนจนไม่ใช่แตกต่างกันที่ความสามารถ แต่แตกต่างกันที่ความคิด มันเป็นหนังสือแนวที่ในชีวิตนี้ผมไม่เคยคิดจะอ่านมาก่อนเลย

ตอนผมย้ายบ้านเมื่อ 2 ปีก่อน มีโอกาสได้จัดหนังสือเล่มเก่าๆ อีกครั้ง มันเหมือนพบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน ผมใช้เวลาจัดอยู่นานนับชั่วโมง เจอเล่มนี้ก็หยุดอ่าน เจอเล่มนั้นก็หยุดพลิกดู ความทรงจำไหลทะลักออกมาอย่างกับเขื่อนแตก ราวกับผมกำลังอ่านชีวิตผมอยู่ ทุกเล่มประกอบกันขึ้นมาเป็นผมในวันนี้

แล้วคุณล่ะครับ มีหนังสือในความทรงจำเล่มไหนบ้าง? เขียนเล่าให้ฟังกันบ้างสิครับ

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คืนหนึ่ง/ซอยสอง/เพศที่สาม/ชายสี่



        ห้าทุ่มคืนวันศุกร์ สำหรับผู้ชายที่เป็นแฟมิลี่แมน ก็คงจะกลับบ้านนอนดูหนังสักเรื่องหรือไม่ก็ผล็อยหลับไปข้างๆ ภรรยาหรือลูก หรือถ้าเป็นหนุ่มนักเที่ยว เวลานี้ราตรีก็เพิ่งจะเริ่มต้น ยังค้นหาสาวๆ สวยๆ ได้อีกนาน ถ้าโชคดีก็อาจจะเจอคนใจตรงกันและกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนแค่คืนเดียว

         แต่ห้าทุ่มของวันศุกร์วันนั้น ผมอยู่ที่สีลมซอยสอง เอาเป็นว่าถ้าจะพูดให้ชัดๆ กว่านั้นก็คือ ผมอยู่ในบาร์เกย์ครับ!

          ไม่ได้ตั้งใจจะลองของแปลกหรือเพิ่งมาค้นพบตัวตนที่แท้จริงตอนมีครอบครัวแล้วหรอกครับ แต่ผมถูกเพื่อนเก่าหลอกมา เพื่อนผมคนนี้เป็นเกย์ครับ เราเรียนจบวิศวะด้วยกันมา ในตอนนั้นเพศรสของมัน ใครมองก็คงยังก้ำกึ่งๆ ว่าตกลงมันมาแนวไหน คน สัตว์หรือสิ่งของกันแน่

แม้กระทั่งคืนนั้นที่ผมได้พบเพื่อนผมคนนี้อีกครั้ง หลังจากไม่ได้เจอกันน่าจะเกือบๆ สิบปี ก็ยังดูไม่ออกอยู่ดีว่าตกลงมันเป็นเกย์จริงๆ หรือนี่

คืนนั้นเรานัดกินข้าว เพราะเห็นว่าไม่ได้เจอกันนานแล้ว ไอ้เพื่อนผมคนนี้ก็เสนอว่ามันจะไปเที่ยวสีลมอยู่แล้ว แถวนั้นมีร้านเงียบๆ นั่งกินไปคุยไปได้ เพราะผมรีเควสต์ไปว่าอยากได้ร้านเงียบสงบ เพราะไม่อยู่ในวัยที่จะชอบเข้าร้านเปิดเพลงเสียงดัง แล้วต้องมาตะโกนคุยกัน เราก็เลยตกลงว่าจะมาเจอกันที่สีลม สรุปว่าคืนนั้นมีผม เพื่อนเกย์คนนี้ และเพื่อนอีกคนที่เพิ่งเลิกกับแฟน

สี่ทุ่มครึ่งเราทั้งหมดก็มาเจอกันที่ร้านฟาสต์ฟู้ดหัวถนนสีลม เพื่อนเกย์ผมบอกว่าเดินเล่นกันก่อนดีกว่า ยังไม่ดึกเท่าไหร่ ผมตอบตกลง เราสามคนเดินดูเสื้อ นาฬิกา น้ำหอม ดีวีดีโป๊ไปเรื่อยๆ 

จู่ๆ เพื่อนผมมันก็ชวนวกกลับทางเดิมที่เดินมา แล้วพอผ่านซอยสอง มันก็ดึงผมกับเพื่อนอีกคนเข้าไปในซอยนี้ บอกว่าเข้ามาเถอะสนุกแน่ๆ

จริงๆ ผมก็พอจะได้ยินกิติศัพท์มาบ้างว่าสีลมซอยสองคือศูนย์รวมชุมชนเพศที่สาม แต่ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ ผมเดินตามเพื่อนเข้าไปในร้านอย่างงงๆ สองข้างทางล้วนเป็นผับบาร์สไตล์ต่างๆ กันไป เพื่อนผมไม่ต้องตรวจบัตรหรือตรวจอะไรทั้งสิ้น เพราะมันมาบ่อยจนใครๆ ก็รู้จัก เรียกว่าเป็นผู้กว้างขวางก็ได้

ผมกวาดสายตาไปรอบๆ ไม่เจอผู้หญิงสักคน มีแต่ผู้ชายและผู้ชาย แต่คนก็ยังไม่เยอะเท่าไหร่ เพื่อนเกย์ผมบอกว่าอีกไม่เกินชั่วโมง รับรองว่าที่โล่งๆ ที่เรายืนอยู่จะแทบไม่มีที่เดิน

คืนนั้นผมได้เรียนรู้ว่าเกย์มีหลายแบบจริงๆ มีตั้งแต่พวกที่ดูออกง่ายๆ เช่น หน้าหวานจิ้มลิ้ม หรือพวกนักกล้ามฟิตเนสที่ชอบใส่เสื้อรัดๆ ผมตั้งๆ มาจนถึงเกย์แนวๆ ออกไปทางครีเอทีฟ พวกนี้มักจะใส่แว่นกรอบดำหรือไม่ก็แว่นกรอบขาว ใส่เสื้อยืดรัดรูป กางเกงรัดๆ เรื่อยมาจนถึงเกย์ที่ไม่น่าจะเป็นเกย์ได้ เพราะดูเหมือนทหารไว้หนวดไว้เครา รวมไปถึงบรรดาเกย์ชราทั้งหลายที่มักจะนั่งนิ่งๆ ตามโต๊ะ สายตาสอดส่องมองเด็กๆ

เที่ยงคืนตรง มีการแสดงบนเวที เป็นโชว์คล้ายๆ ที่เราพบเห็นตามอัลคาซ่า ทิฟฟานี่ มีบรรดากระเทยแต่งตัวเป็นผู้หญิงออกมาลิปซิงค์เพลงชาติของเกย์ไม่ว่าจะเป็น Can’t Take My Eyes Off You, I Will Survive, ฉันก็เป็นผู้หญิง 

ผมยืนดูติดขอบเวที ทึ่งในความสามารถของพวกเธอที่แสดงแบบทุ่มสุดตัว ทั้งๆ ที่อาจจะแสดงซ้ำๆ แบบนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง มีทั้งโชว์แบบสวยๆ โชว์แบบตลกโปกฮา กระเทยคนหนึ่งที่ไปฉีดนมมาแล้ว ถึงกับเปิดเต้าโชว์แล้วสะบัดนมไปมาตามจังหวะเพลง

รู้ตัวอีกทีผมก็มาอยู่บนเวทีแล้ว 
เปล่าครับเปล่า ไม่ได้ขึ้นไปโชว์อะไร แต่อย่างที่บอกว่าเพื่อนเกย์ผมมันเป็นป๋าของที่นี่มากๆ พอการแสดงจบดีเจก็เปิดเพลงให้ทุกคนเต้น แต่เราไม่ชอบเบียดก็เลยหลบขึ้นมาบนเวทีข้างๆ บูทดีเจ ซึ่งแน่นอนว่าดีเจก็เป็นกระเทย

เมื่อมองจากมุมสูง ผมรู้สึกว่าอันที่จริงแล้วบาร์เกย์ก็ไม่ได้แตกต่างจากผับบาร์ของหญิงชายทั่วไป ออกจะสนุกสนานกว่าด้วยซ้ำ เพราะผับบาร์ทั่วไปหญิงชายล้วนมาปลดปล่อยความเครียดจากการทำงาน แต่ที่นี่ นอกจากเรื่องความเครียดในที่ทำงานแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่บรรดาขาแอบทั้งหลายได้ปลดปล่อยอาการแบบเต็มที่ กรี๊ดกราดได้แบบไม่ต้องแคร์สื่อ เหมือนเพื่อนผมคนนี้ที่หน้าฉากเป็นวิศวกรหนุ่มมาดแมนเคร่งขรึม แต่ยามราตรีก็มาเบ่งบานที่ซอยสอง

ตีสองกว่าๆ ผมกับเพื่อนชายแท้ทั้งแท่งขอตัวมาก่อน ปล่อยให้เพื่อนเกย์ยังคงสนุกสนานในโลกสีม่วงต่อไป ผมกับเพื่อนชายแท้มานั่งกินชายสี่บะหมี่เกี๊ยวกันเพื่อรอให้สร่างเมา 

ผมเอ่ยถามเพื่อนขึ้นมาว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงวะว่าคนไหนคือเกย์ที่เป็นชาย คนไหนคือเป็นเกย์ที่เป็นหญิง
เพื่อนผมตอบง่ายๆ ว่า “ไม่เห็นจะยาก ก็ดูตอนเข้าห้องน้ำในบาร์เกย์ไง เกย์คิงก็เข้าห้องน้ำชาย เกย์ควีนก็เข้าห้องน้ำหญิง
เออ จริงของมันครับ 
และนั่นแหละประสบการณ์ซอยสองครั้งหนึ่งในชีวิตของผม ที่หวังว่าคงจะไม่มีครั้งที่สองอีก
ไม่ใช่อะไรหรอกครับ กลัวติดใจ (ฮา)


วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โชคดีหรือฝีมือ?



     วันนี้ผมขอจะพูดถึงพ็อกเก็ตบุ๊กของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี ที่ชื่อ "กฎแห่งความโชคดี" เป็นหนังสือที่ออกมานานแล้วนะครับ และผมก็เห็นมานานแล้วด้วย แต่ตอนแรกไม่ได้อ่าน และก็ไม่คิดจะอ่าน เพราะคิดว่าก็คงจะเหมือนหนังสือในแนวให้กำลังใจ พัฒนาตัวเองหรือ How to ทั่วๆ ไป แต่ที่ไหนได้ เล่นเอาถึงตายครับ ของเขาดีจริงๆ


        หลักใหญ่ใจความของหนังสือเล่มนี้กำลังจะบอกกับเราว่า คำว่า "โชค" นั้น บางทีอาจจะคือสิ่งที่เราต้องสร้างมันขึ้นมา 

        ใช่ครับ เราสามารถสร้างโชคดีขึ้นมาให้ตัวเองได้ คุณบัณฑิตนั้นถึงกับบอกว่า เขาเองไม่เชื่อเรื่องโชคดี ประเภทคนนั้นโชคดีถึงได้อย่างนั้นอย่างนี้ เพราะทุกสิ่งที่ทำให้เขากลายมาเป็นวาทยากรระดับโลกในวันนี้นั้น ผู้ชายคนนี้สร้างมันขึ้นมากับมือ เขาทั้งขวนขวาย ค้นคว้า ฝ่าฟัน และมีเป้าหมายที่ชัดเจน

ประโยคเด็ดที่ผมชอบที่สุดในเล่มนี้ก็คือ "คำว่าโชคดีเป็นเพียงแค่ข้ออ้างของคนขี้เกียจที่ไม่ยอมทำอะไร แล้วพอคนอื่นทำอะไรสำเร็จ ก็บอกว่าคนนั้นโชคดีจัง ฉันมันโชคไม่ดี ก็เลยทำไม่ได้"
จะว่าไปแล้วบรรยากาศรอบๆ ตัวเราก็ไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยให้เราคิดแบบนั้นสักเท่าไหร่หรอกครับ ลองกวาดตาดูหน้าหนังสือพิมพ์สิครับ พ่อค้าส้มตำในตลาดโชคดีถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เพราะมีผู้หญิงมาเข้าฝัน ลูกจ้างร้านประดับยนต์ดวงเฮงถูกแจ็คพ็อตนับสิบล้านบาท 

เรื่องราวเข้าทำนองสามล้อถูกหวยนี้แบบมีมากมายแทบจะทุกวันที่ 1 และ 16 แล้วจะให้เอาบรรยากาศการไขว่คว้าหาความสำเร็จด้วยตัวตัวเองมาจากที่ไหนกัน เพราะเราต่างก็เฝ้าฝันว่าจะเป็นผู้โชคดีคนนั้นบ้าง หลายคนที่ผมรู้จักบ่นให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าอยากจะได้นู่นนั่นนี่ แล้วก็ถอนหายใจออกมาว่า เฮ้อ! ทำไมไม่ถูกรางวัลที่ 1 เสียที

มีความจริงอย่างหนึ่งที่ผมค้นพบด้วยตัวเอง นั่นก็คือ “คนรวยมักจะขยันกว่าคนจน คนเก่งมักจะอ่านหนังสือมากกว่าคนไม่เก่ง” 

ถ้าคิดกันแบบผิวเผิน ก็อาจจะเห็นว่ามันแปลกตรงไหน ก็เขาขยันกว่าไง เขาถึงรวยกว่า ก็เขาอ่านหนังสือเยอะกว่าไง เขาถึงเก่งกว่า
แต่ลองคิดดูดีๆ นะครับ ในเมื่อรวยแล้ว ทำไมเขายังขยันอยู่? แล้วในเมื่อถ้าเรายังจนอยู่ ชีวิตยังไม่สบาย จริงๆ เราน่าจะต้องขยันกว่าคนรวยไม่ใช่เหรอครับ? คนเก่งก็เหมือนกัน เขาเก่งแล้ว ไม่ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ แล้วก็ได้นะครับ แต่ทำไมเขายังอ่านยังคงศึกษาหาความรู้อยู่ ในขณะที่คนไม่เก่งกลับเที่ยวเล่น ไม่หาความรู้ใส่ตัว

เอาเข้าจริง ผมว่าประเด็นมันน่าจะอยู่ที่คนจนก็ไม่ได้อยากจะรวยจริงๆ คนไม่เก่งก็ไม่ได้อยากจะเก่งจริงๆ หรือไม่ก็คิดว่าคนอย่างเราคงไม่มีวันรวย ไม่มีวันเก่งอย่างเขาหรอก อยู่มันไปอย่างนี้ก็แล้วกัน ก็เลยปล่อยให้โชคชะตาพาชีวิตไป

ในหนังสือกฎแห่งความโชคดียังมีประโยคเด็ดอีกประโยคที่น่าสนใจและยังติดประทับอยู่ในใจผมจนทุกวันนี้ นั่นคือประโยคที่ว่า "ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราหวังมากเกินไป แต่อยู่ที่เราพอใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ง่ายเกินไป"

เขียนมาถึงตรงนี้ก็นึกถึงเรื่องของความพอเพียงแบบผิดๆ ที่หลายๆ คนเอาไปกล่าวอ้างเวลาที่เราทำไม่ได้ ไปไม่ถึง หรือไม่มีความพยายามมากพอ แล้วก็บอกว่าชีวิตพอเพียงแล้ว 

ไม่นานมานี้ผมเพิ่งไปได้ยินคำอธิบายเกี่ยวกับความพอเพียงได้เข้าท่ามากๆ เขาบอกไว้ว่า "ความพอเพียงหมายถึง การที่เรามีเงินพอที่จะซื้อรถหรูๆ จากยุโรป แต่ก็พอใจที่จะซื้อรถญี่ปุ่นคันเล็กๆ มาขับ ไม่ใช่หมายถึงการที่เราต้องขึ้นรถเมล์ เพราะไม่มีเงินซื้อรถ แล้วบอกว่าแค่นี้ชีวิตก็พอเพียงแล้ว ทั้งๆ ที่ความจริงเมียอาจจะท้องโย้ ต้องมาห้อยโหน เบียดเสียดกันเป็นปลากระป๋อง เพื่อกลับไปยังห้องเช่าที่ค้างค่าเช่าไว้สองเดือนแล้ว"

สำหรับผม คำอธิบายนี้โดนมากๆ อย่าเลยครับ อย่าปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามโชคชะตา แล้วเอาแต่บอกตัวเองว่าคนเราไม่อาจฝืนลิขิตฟ้า อย่าปล่อยให้ชีวิตเป็นแบบนั้นเป็นอันขาดครับ 
เราออกแบบชีวิตตัวเองได้ ถ้าเราอยากออกมันแบบมากพอ

ดูอย่างเพลงของเจินเจินสิครับ เขายังบอกว่า “สามสิบ ลิขิตฟ้า เจ็ดสิบ ต้องฝ่าฟัน ต้องสู้ ต้องสู้จึงจะชนะ”

เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ สู้ๆ ในทุกสถานการณ์ที่กำลังจะมาถึง

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ชีวิตเกิดขึ้นตอนเรากำลังวุ่น



ไม่รู้นึกอะไร เช้าวันหนึ่งผมหยิบเอาหนังสือการ์ตูนโดราเอมอนของลูกติดมือเข้าไปในห้องน้ำ (ครับ นั่นคือเวลาอ่านหนังสือของผม) นั่งอ่านไปเรื่อยๆ ก็สนุกดีนะครับ ไม่ได้อ่านมานานแล้ว 

โดราเอมอนหรือโดเรมอนยังคงมีมนต์ขลังอยู่ ยิ่งโตก็ยิ่งเห็นมุมมองที่เปลี่ยนไป เข้าทำนอง “หนังสือไม่เปลี่ยน แต่คนอ่านเปลี่ยน”

มีอยู่ตอนหนึ่งผมชอบมากๆ โนบิตะโวยวายตามเคยว่าชีวิตน่าเบื่อ วันนี้ไม่อะไรทำเลย เมื่อไหร่จะถึงตอนเย็น จะได้ถึงเวลาการ์ตูนโปรดสักที 

ตื๊อไปตื๊อมา โดราเอมอนรำคาญก็เลยควักของวิเศษออกมาจากกระเป๋าวิเศษ มันคือ “รอกหมุนเวลา” ที่จะทำให้เวลาวาร์ป (Warp) ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โนบิตะดีใจคว้าเอารอกหมุนเวลามาหมุนๆๆ แล้วก็ถึงเวลาเย็นที่รอคอย

เหมือนเดิมครับ โนบิตะติดใจในของวิเศษก็เลยเอามาใช้จนเกิดเรื่องวุ่น คราวนี้พอไม่ชอบอะไรก็หมุนๆๆ ให้มันผ่านไป เช่นเบื่อตอนนอนกลางคืนก็หมุนๆๆ เดี๋ยวก็เช้า ไม่ชอบตอนแม่ดุ ก็หมุนๆๆ อะไรประมาณนั้น 

แล้วเรื่องก็มาเกิดตอนที่พอโนบิตะแกะกล่องของขวัญคริสต์มาสปีนี้มาดูแล้วพบว่าเป็นสารานุกรมน่าเบื่อ ก็เลยหมุนๆๆ รอกเพื่อข้ามไปปีถัดไป พอพบว่าของขวัญปีหน้าน่าเบื่อ ก็หมุนๆๆ ไปอีกปีถัดไปและถัดไป จนกระทั่งพบว่าตัวเองกลายเป็นผู้ใหญ่แล้ว และของขวัญที่ว่าก็กลายเป็นของขวัญของลูก ไม่ใช่ของขวัญของตัวเอง โนบิตะเลยได้แต่นั่งร้องไห้ว่าจะทำอย่างไรกับเวลาที่ผ่านพ้นไปแล้ว

สำหรับผมแล้ว โดนมากๆ ครับนะครับโดราเอมอนตอนนี้ มันช่างเหมือนกับชีวิตของทุกคนเหลือเกิน ทุกอย่างผ่านไปรวดเร็ว (โดยเฉพาะในวันที่อายุมากขึ้น เวลาจะผ่านไปเร็วเป็นพิเศษ)

หลายสัปดาห์ก่อน มีเหตุให้ผมจำต้องไปที่ลานเบียร์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ไม่น่าเชื่อนะครับ ผมพบว่าดนตรีมันดังหนวกหู และคนก็เยอะเกินไปจนไม่น่านั่ง ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน ผมยังมานั่งที่นี่ทุกๆ ปี

จำได้ว่าสิบกว่าปีแล้ว ผมกับเพื่อนๆ ในก๊วนเคยพูดกันว่า เออ ถ้าเราเรียนจบแยกย้ายกันไปแล้ว อีกสิบปีข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไรหนอ ต่างคนจะต่างทำอะไรกันอยู่ เอาเป็นว่าเราจะกลับมาเจอกันที่นี่ 

วันนั้นเราสัญญากันไว้ว่าอย่างนั้น แล้วเราก็ได้กลับมาเจอกันจริงๆ นะครับ (จริงๆ จะบอกว่ากลับมาก็ไม่ถูกนักหรอกครับ เพราะก็ยังมีการติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ) แล้วเราก็พบว่าต่างคนก็ต่างมีหน้าที่การงานต่างๆ กันไป บ้างก็เป็นวิศวกรตามวิชาที่เรียนมา บ้างก็ไปเป็นเอ็นจีโออยู่หน่วยงานเพื่อประชาชน บ้างก็ไปแสวงโชคยังเมืองนอก ส่วนผมเองก็มาแต่งเพลงและทำหนังสือซึ่งต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง

มองย้อนกลับไป ผมเองก็ประหลาดใจเหมือนกันนะครับที่ชีวิตผมมาไกลขนาดนี้ จากวันที่ได้เห็นครูสอนดนตรีตอน ม.1 เล่นกีตาร์โปร่งโชว์ให้เด็กนักเรียนดู มันจะกลายมาเป็นภาพติดตา เสียงติดหู จนผมกลายเป็นนักแต่งเพลงได้ 

หรือจากการที่ผมไม่ค่อยมีเพื่อนเล่นตอนเด็กๆ ทีวีก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ดู หนังสือที่บ้าน (ซึ่งเป็นร้านตัดเสื้อ) ก็มีแต่สตรีสารที่เด็กๆ จะอ่านได้ ผมตะลุยอ่านนิทานในนั้นมันทุกเล่ม ทั้งสตรีสาร ขวัญเรือน หญิงไทย ทั้งหมดก็เลยส่งผลให้ผมเป็นคนรักการอ่านหนังสือและได้มาทำงานหนังสือในที่สุด

คิดแล้วนึกถึงประโยคที่ Steve Job ผู้บริหารของ Apple กล่าวไว้ในงานปัจฉิมนิเทศน์เด็กมหาวิทยาลัยในอเมริกาว่า ชีวิตคนเราก็คือการลากเส้นต่อจุด สิ่งที่เราทำที่อาจดูเหมือนว่าไม่รู้ทำไปทำไมในวันนี้ วันข้างหน้ามันจะกลายเป็นสิ่งสำคัญและกลายเป็นเหตุผลของความเป็นเราทั้งหมด

หรืออย่างชื่อเรื่องที่ผมตั้งไว้ว่า “ชีวิตเกิดขึ้นตอนเรากำลังวุ่น” ซึ่งแปลมาจากเนื้อเพลง Beautiful Boy ของ John Lennon ก็ถือว่าเป็นการอธิบายคำว่าชีวิตได้คมคายมากๆ เพราะอธิบายด้วยการไม่อธิบาย แต่บอกว่าชีวิตคือสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นตอนที่เรากำลังวุ่นๆ รู้ตัวอีกทีเราผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว

วันนี้ค่อนข้างรำพึงรำพันไปเรื่อยนะครับ ตามประสาปีเก่าเข้าปีใหม่ ก็เลยคิดทบทวนบ้างอะไรบ้าง

อย่างไรก็ตาม เหลืออีกไม่กี่วันก็จะหมดปีแล้ว ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีกว่าปีที่แล้วทุกๆ คนก็แล้วกันนะครับ