วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ผมคือนักลงพุงอิสระ


        ผมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน ผมไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และผมก็ไม่รู้ว่ามันค่อยๆ ขยายตัวแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว 
        รู้ตัวอีกที ผมก็ "ลงพุง" ไปเรียบร้อยแล้ว
        
        พูดอย่างปลอบใจตัวเอง อย่างน้อยผมก็ยังโชคดีที่รูปร่างค่อนข้างสูง แต่ถึงกระนั้นการมีห่วงยางถาวรอยู่ที่เอวก็ไม่เคยดูเท่อยู่แล้ว มันเหมือนต้นไม้ที่บวมตรงกลาง

        เดี๋ยวนี้เวลาจะลุกจะนั่งทีผมเริ่มรู้สึกอึดอัด กางเกงที่เคยใส่ได้ ต่อมาก็กลายเป็นต้องปลดตะขอ ใช้เข็มขัดรัด และที่สุดเมื่อปลดตะขอยังเอาไม่อยู่ ก็ต้องเลิกใส่ไปเลย (หมายถึงเลิกใส่กางเกงตัวนั้นนะครับ ไม่ใช่เลิกใส่กางเกงมาใส่กระโปรงแทน)

        เคยเห็นรูปภาพในเว็บไซต์รูปหนึ่ง เป็นรูปคนอ้วนมากๆ นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มีแผ่นซีดีตกอยู่ที่พื้น ภาพนั้นเขียนบรรยายสั้นๆ ว่า "อึม...ไรท์แผ่นใหม่ดีกว่า

        ผมว่ามันเป็นอะไรที่ฮามากๆ เป็นตลกที่เรียบง่ายและใช่เลย เพราะการจะให้คนอ้วนก้มหยิบของที่พื้นนั้น ถือเป็นเร่ืองใหญ่ปานเข็นภูเขาขึ้นครก

        ผมพยายามหาแพะรับบาปของเหตุผลแห่งการอ้วน อายุมากขึ้นมั้ง (ระบบเผาผลาญเลยไม่ค่อยสมบูรณ์ เราไม่ได้กินเยอะสักหน่อย) ไม่ได้ออกกำลังกาย (ก็งานมันยุ่งนี่นา) ชอบกินตอนดึกๆ (ก็งานมันเยอะ ตีหนึ่งตีสองยังทำงานอยู่เลย ก็ต้องหิวเป็นธรรมดา แหม แค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองเดียว ขนมอีกนิด กาแฟอีกแก้ว อ้าว ชักเยอะ)

        โทษไปอย่างนั้นแหละ ทั้งที่รู้ว่ารากฐานของความลงพุงทั้งหมดที่ผมเป็นอยู่ มันคือคำว่า "ไม่มีวินัย" และ "ห้ามใจไม่อยู่" (ซึ่งก็แปลว่าไม่มีวินัยนั่นแหละ)

        ผมค่อนข้างเชื่อว่าไม่มีคนอ้วนคนไหนในโลกนี้หรอกครับที่ไม่รู้ว่าถ้าอยากจะผอมจะต้องทำยังไง ที่เราเฝ้าหาสูตรเด็ดลดความอ้วน โลว์คาร์บ กินปลา กินไข่ขาว กินมื้อเดียว กินแอ๊ปเปิ้ล กินสารสกัดจากถั่วขาว กินกาแฟลดน้ำหนัก หรือไม่ก็ไม่กินเลย 
       ถามจริงๆ ว่าไม่รู้เหรอครับว่าสาเหตุหลักๆ ที่อ้วนนั้นมันมาจาก "เอาเข้า" มากกว่า "เอาออก" (ไม่นับกรณีที่ระบบเผาผลาญผิดปกตินะครับ)

       แต่ที่อ้วนกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเรา "ยอม" ให้มันอ้วน เรา "เลือก" ที่จะอ้วนเองต่างหาก ข้ออ้างอย่าง "ไม่มีเวลาออกกำลังกาย" นั้นก็รู้แก่ใจครับว่าจริงๆ แล้ว "มีเวลา แต่ไม่อยากออก" มากกว่า

       ผมถามว่าถ้าเราลดน้ำหนักได้ แล้วมีคนให้เงิน 1 ล้านบาททุกๆ 1 กิโลกรัมที่น้ำหนักตัวลดลงไป เราจะผอมมั้ยครับ?

       และหลังจากที่โรคอ้วน (ใช่ครับ ความอ้วนถือว่าเป็นโรคนะครับ) มาเยือนผม อีกโรคที่มาคุกคามแบบซื้อหนึ่งแถมหนึ่งก็คือ โรคกรดไหลย้อน ที่จะมีอาการจุกที่คอประมาณเหมือนกับมีใครมาบีบคอ ทรมานมาก และก็เช่นเคย สาเหตุของโรคนี้ผมก็รู้หมดว่ามาจาก เครียด กินอาหารไม่ตรงเวลา กินดึก กินของมัน กินของเผ็ด ไม่ออกกำลังกาย
        ที่ว่ามานี้ผมทำแบบนั้นทั้งหมด แล้วมันจะไม่เป็นได้อย่างไร? เข้าข่าย "รู้ดี แต่ไม่มีวินัย ห้ามใจไม่อยู่"

       “วินัย" (ไม่ได้ล้อชื่อบุพการีใครนะครับ) ผมครุ่นคิดถึงคำนี้ อึม...นั่นสิ ผมเป็นคนมีวินัยหรือเปล่านะ? ลองค้นหาความหมายของคำนี้ดู ก็ทางก๊ารทางการเหลือเกิน เขาบอกว่า "วินัย หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ข้อบังคับสำหรับควบคุมความประพฤติทางกายของคนในสังคมให้เรียบร้อยดีงาม เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน จะได้อยู่ร่วมกัน ด้วยความสุขสบาย ไม่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน"

        ผมคิดว่าถ้าเป็นเรื่องใหญ่ๆ อย่างที่คำจำกัดความอย่างเป็นทางการนี้นิยามไว้ คนส่วนใหญ่ก็น่าจะมีวินัยกันนะครับ

        แต่ที่เราพลาดก็คือ เราขาดวินัย "ในเรื่องเล็กๆ" มากกว่า จนนิสัยหรือพฤติกรรมแย่ๆ มันสะสมก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีมันก็ใหญ่เท่าพุงผมนี่ล่ะครับ

        ไขมันรอบเอวนั้นเปรียบไปก็คล้ายนิสัยแย่ๆ ที่ก่อตัวทีละนิดๆ ทุกวัน อาทิ ชอบคิดลบ ชอบใช้เงินเปลือง ไม่ชอบออกกำลัง ไม่ชอบกินผัก ฯลฯ กว่าเราจะรู้ตัวอีกที เราก็ถูกนิสัยนั้นทำร้ายเสียแล้ว
         ถึงเวลาแล้วล่ะครับที่เราต้องลุกขึ้นมาเข้มงวดมีวินัยกับเรื่องเล็กๆ ที่มองข้ามไม่ได้เสียที

         เขียนมาตั้งนาน ตอนนี้ก็เที่ยงคืนแล้ว ขอตัวไปต้มมาม่ากินก่อนนะครับ รู้วึกจะหิวขึ้นมาแล้ว :)

4 ความคิดเห็น:

  1. เป็นคนดีมีวินัยใจซื่อสัตย์
    รัดเข็มขัดให้แน่นไว้อย่าใหลหลง
    เวลาหิวปิดปากไว้อย่ากลืนลง
    ยืนตัวตรงดึงเข็มขัดอีกสักครา
    ถึงแม้หิวก็จะสู้ดูสักตั้ง
    หลับตานั่งจะไม่คิดถวิลหา
    ทั้งแมคไก่เคเอฟซีล้วนหลอกตา
    ทั้งพิซซ่าสตาร์บั๊คต้องหักใจ
    อีกมาม่าข้าวผัดขนมจีบ
    อย่ามาบีบฉันไม่สนไม่หวั่นไหว
    บะหมี่เกี๊ยวเตี๋ยวคั่วไ่ก่ช่างปะไร
    จะไม่ให้ใครมาว่าเป็นหมูตอน
    เมื่อก่อนนั้นเอวฉันยังเล็กอยู่
    แต่จู่จู่มันกลับโตกลายเป็นหมอน
    ตั้งใจลดความอ้วนก่อนเข้านอน
    เค้กซักปอนด์แล้วไปนอนลดพุงเอย...

    ขำขำยามดึกครับคุณบอย อิอิ
    ใหญ่ HI

    ตอบลบ
  2. สุดยอดเลยครับ เจ้าบทเจ้ากลอนจริงๆ นักแต่งเพลงอย่างผมอายเลย

    ตอบลบ
  3. คืิอ เขียนเสร็จผมก็ชักหิวเหมือนกันอะครับ ขอตัวไปนอนเลยดีกว่า 555

    สวัสดีครับ

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ19 ธันวาคม 2555 01:32

    ๕๕๕๕๕ ตอบพี่บอยก่อน แบบนี้ลดอีก สามโล รวยแน่นอน
    แหะๆๆ ตอบพี่ใหญ่ ขออนุญาติเรียกแบบนี้นะคะ กลอนสุดยอดค่ะ แต่ว่าอ่านแล้วพุงอาจไม่ลด เพราะอ่านจบน้ำลายไหลแทน พร้อมกับท้องร้อง ๕๕๕๕๕

    ตอบลบ